ประวัติย่อของศาสนจักรในประเทศไทย


ในทศวรรษที่ 1950 ก่อนปี 1961 การประชุมอย่างไม่เป็นทางการของศาสนาจักรจัดขึ้นเป็นครั้งคราวเมื่อครอบครัวสิทธิชนยุคสุดท้ายอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ประเทศไทย  สาขาภาษาอังกฤษในกรุงเทพฯ ปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1961 เมื่อสมาชิกชาวอเมริกันคนหนึ่งชื่อ แม็กซ์ เบอร์รีย์ เยสซา ได้รับมอบอำนาจให้จัดการประชุมของศาสนาจักรขึ้นในกรุงเทพฯ กับครอบครัวของเขาและคนอื่นๆ  การประชุมใหญ่สาขาครั้งแรกจัดขึ้นในโบสถ์ของโรงพยาบาลมิชชั่นเซเว่นเดย์แอด เวนติสในปี 1962 สมาชิกชาวอเมริกันยังคงสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปในสาขา  แต่เมื่อสงครามเวียดนามเริ่มรุนแรงมากขึ้นและจำนวนทหารในประเทศไทย เพิ่มขึ้น ทหารประจำการกลุ่มต่าง ๆ ก็เริ่มจัดการประชุมกันที่ฐานทัพ อากาศสหรัฐบางแห่งในประเทศไทย เช่น ที่อุดร อุบล ตาคลี และโคราช เพื่อสนองความต้องการของทหารชาวอเมริกัน ท้องถิ่นประเทศไทยจึงได้รับการจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 1966 แต่กระนั้นก็ยังคงมี แต่สมาชิกที่พูดภาษาอังกฤษเท่านั้น

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีกลุ่มมอรมอนในประเทศไทย วันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1854 อีแลม ลัดดิงตันมาถึงประเทศไทย ซึ่งเวลานั้นเรียกว่าสยาม  ประธานบริคัม ยัง ส่งเขามาที่นี่ แต่อยู่ได้เพียงสี่เดือนก็กลับไปยูท่าห์  ภาษาเป็นอุปสรรคที่เขารู้สึกว่าตนคงเชี่ยวชาญไม่ได้ อย่างไรก็ดี ก่อนจากไป เขาได้ให้บัพติศมากัปตันเรือสินค้าชาวอังกฤษคนหนึ่งและภรรยา

วันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1966 เอ็ลเดอร์กอร์ดอน บี. ฮิงค์ลีย์ อุทิศประเทศไทยอย่างเป็นทางการเพื่อการเผยแผ่พระกิตติคุณ โดยมีผู้เข้าร่วมคือ เอ็ลเดอร์มาเรียน ดี. แฮงค์ส หนึ่งในประธาน เจ็ดคนของโควรัมเจ็ดสิบ ซิสเตอร์แม็กไซน์ แฮงค์ส ประธานเคธ อี. การ์เนอร์ ประธานคณะเผยแผ่ ตะวันออกไกลตอนใต้ และซิสเตอร์มาริลีน การ์เนอร์ การอุทิศเกิดขึ้นที่สวนลุมพินี ใกล้หอนาฬิกา จวบจนกระทั่งปัจจุบัน สวนนี้ยังเป็นดินแดนแห่งความสงบสุขท่ามกลางความเร่งรีบและ ความชุลมุนวุ่นวายของกรุงเทพฯ เมืองอันน่าตื่นเต้น

วันที่ 23 มกราคม ค.ศ. 1968 ประธานคณะเผยแผ่ เคธ อี. การ์เนอร์ ประกาศว่า จะมีการส่งผู้สอนศาสนา หกคนมาเริ่มทำงานในประเทศไทย  เอ็ลเดอร์อลัน เอช. เฮส ได้รับเรียกจากฮ่องกง อีกห้าคนที่เหลือเป็น ผู้สอนศาสนาที่กำลังรับใช้ในไต้หวัน เอ็ลเดอร์ห้าคนจากไต้หวันได้แก่ ปีเตอร์ ดับเบิลยู. บาสเกอร์ เครก จี. คริสเต็นเซ็น คาร์ล เอช. แฮนเซ็น โรเบิร์ต ดับเบิลยู. วินิการ์ และลาร์รี อาร์. ไวท์  เอ็ลเดอร์ทั้งหก พร้อมกับประธานและซิสเตอร์การ์เนอร์มาถึงกรุงเทพฯ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1968 ซึ่งเป็นช่วงระหว่างการบุกโจมตีในเทศกาลวันปีใหม่เวียดนามของสงคราม เวียดนาม  เนื่องจากการต่อสู้ใน เวียดนาม สนามบินดอนเมืองของกรุงเทพฯ จึงเต็มไปด้วยกองทหารในคราวที่ผู้สอนศาสนาและประธาน คณะเผยแผ่พร้อมด้วยภรรยาของท่านเดินทางมาถึง กองทหารไม่สามารถกลับไปยังฐาน ประจำการของ ตนในเวียดนามได้เพราะตกอยู่ภายใต้การโจมตี สิ่งนี้สร้างความตื่นเต้นเร้าใจ ให้แก่การเริ่มต้นทำงานในประเทศไทย

ประธานการ์เนอร์จัดให้เอ็ลเดอร์พักในบ้านที่เหมาะสำหรับจัดการประชุม ตั้งอยู่ที่ 129/1 ซอย 49 ถนนสุขุมวิท ไม่กี่วันหลังจากนั้น ท่านก็กลับไปยังสำนักงานใหญ่ของคณะเผยแผ่ในฮ่องกง โดยมอบผู้สอนศาสนา ให้อยู่ในความดูแลของยูจีน ดับเบิลยู. ทิล ประธานท้องถิ่นประเทศไทยและที่ปรึกษาของเขา ภายในไม่กี่วัน เอ็ลเดอร์ก็ลงทะเบียนเรียนภาษาไทยที่โรงเรียนสอนภาษาเอยูเอ (AUA) และศึกษาภาษาไทยที่นั่นทุกวันจนถึง วันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1968

วันที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 1968 เอ็ลเดอร์หกคนก็ได้เริ่มการเผยแผ่เต็มเวลาในภาษาไทย  วันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1968 การประชุมครั้งแรกในภาษาไทยได้จัดขึ้น  บราเดอร์อนันต์ เอลดริจ เป็นสมาชิกคนไทยเพียงคนเดียวที่อยู่ที่นั่น และเป็นหนึ่งในสมาชิกคนไทยเพียงสองคนของศาสนาจักรในประเทศไทยเวลานั้น  ผู้อยู่ร่วมในการประชุมนี้ด้วยคือ เอ็ลเดอร์ชาวอเมริกันหกคนและผู้สนใจหกคน

การปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 1968 เมื่อบราเดอร์เอลดริจเดินทางไปสหรัฐพร้อม กับครอบครัวอเมริกันที่รับเขาเป็นบุตรบุญธรรม  ความช่วยเหลือของเขาในด้านภาษาสุดจะประมาณค่าได้ และเป็นเช่นนั้นอีกครั้งเมื่อเขากลับมาในฐานะผู้สอนศาสนาเต็มเวลาคนไทยคนแรก เมื่อเดือนมกราคมของปี 1969

บัพติศมาครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม เมื่อเอ็ลเดอร์คริสเต็นเซ็นและเอ็ลเดอร์วินิการ์บัพติศมาสามีภรรยาคู่หนึ่ง ซึ่งสมาชิกชาวอเมริกันคนหนึ่งแนะนำมา

วันที่ 4 มิถุนายน สาขาไทยย้ายออกจากบ้านพักของผู้สอนศาสนาและเริ่มประชุมในอาคารเช่าที่วายดับ เบิลยูซีเอ ถนนสาธรใต้ ในเดือนเดียวกันนั้น ก็เปิดอีกสาขาหนึ่งในเมืองโคราช ตอนเหนือของกรุงเทพฯ

วันที่ 4 กรกฎาคม มีการบัพติศมาศรีลักษณา สุนทรหุต (โกท์เช) โดยเอ็ลเดอร์ลาร์รี อาร์. ไวท์ และคาร์ล เอช. แฮนเซ็น ผู้ไปเคาะประตูบ้านของเธอเมื่อสามเดือนก่อนหน้านั้น (20 เมษายน ค.ศ. 1968) ซิสเตอร์ศรีลักษณาพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นบุคคลตัวอย่างที่เข้มแข็งใน ศาสนาจักรและต่อมาก็มีบทบาทสำคัญใน การแปลงานมาตรฐานเป็นภาษาไทย

วันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ. 1968 บทสนทนามาตรฐานหกบทมีเป็นครั้งแรกในภาษาไทย ภายในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1968 จำนวนผู้สอนศาสนาเพิ่มขึ้นเป็น 12 คน วันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1968 เอ็ลเดอร์เอสรา แทฟท์ เบ็นสัน ซึ่งในขณะนั้นเป็นสมาชิกคนหนึ่งในโควรัมอัครสาวกสิบสอง เข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยคือพระเจ้าอยู่ หัวภูมิพลอดุลยเดช และถวายหนังสือ พระคัมภีร์มอรมอน ฉบับภาษาอังกฤษพร้อมด้วยหนังสือเล่มเล็กชื่อว่า  “ประจักษ์พยานของโจเซฟ สมิธ” ฉบับภาษาไทย ซึ่งเพิ่งแปลเสร็จได้ไม่นาน  ประธานดับเบิลยู. เบรนท์ ฮาร์ดีย์ ผู้ดำรงตำแหน่งแทนประธานการ์เนอร์ในฐานะประธานของคณะเผยแผ่ตะวันออกไกลตอน ใต้เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1968 ก็เข้าเฝ้าพร้อมกับเอ็ลเดอร์เบ็นสันด้วย เอ็ลเดอร์ที่เข้าเฝ้าในครั้งนั้น ได้แก่ อลัน เฮส โรเบิร์ต วินิการ์ สก็อตต์ บลินเคอร์สตาฟฟ์ ปีเตอร์ บาสเกอร์ คาร์ล แฮนเซ็น จอร์จ บราวน์ ลาร์รี ไวท์ ทรอย โคริโว  เครก คริสเต็สเซ็น เร็กซ์ เดียร์เด็น เวนดอล แฮมิลตัน และลาร์รี เบลค

การเข้าเฝ้าครั้งนี้ทำให้มีการมอบหมายสองอย่าง เอ็ลเดอร์เฮสและไวท์ได้รับ มอบหมายให้เดินทางไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือและหากเป็นไปได้ให้สำรวจเรื่อง เล่าลือในหมู่ชาวบ้านเกี่ยวกับหนังสือทองคำและเงิน เอ็ลเดอร์คริสเต็สเซ็น และโคริโวได้รับมอบหมายให้เดินทางไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือและดูว่ามีบริเวณ ใด จะทำการขยายในอนาคตได้บ้าง ในเวลานั้น เมืองที่เปิดทำการเผยแผ่มีเพียงกรุงเทพฯ (เอ็ลเดอร์ 10 คน) และโคราช (เอ็ลเดอร์ 2 คน) เมื่อเอ็ลเดอร์รุ่นแรกเริ่มจบงานเผยแผ่ของเขา (โดยรับใช้มาหลายเดือนก่อน หน้านี้แล้วที่ฮ่องกงและไต้หวัน) ราวกลางปี ไม่นานประเทศไทยก็เหลือเอ็ลเดอร์เพียงหกคนเท่านั้น

เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1969 ประเทศไทยสิ้นสุดการเป็นส่วนหนึ่งของคณะเผยแผ่ตะวันออกไกลตอนใต้ และกลับขึ้นอยู่กับคณะเผยแผ่เอเซียตะวันออกเฉียงใต้โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ ที่สิงคโปร์ ซึ่งควบคุมโดยประธานจี. คาร์ลอส สมิธ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1972 ประธานมิลเลอร์ เอฟ. เชิร์ทเลฟฟ์ ดำรงตำแหน่งแทนประธานสมิธ วันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1973 ประธานพอล ดี. มอร์ริสได้รับเรียกให้เป็นประธานคนแรกของคณะเผยแผ่กรุงเทพ
ประเทศไทยที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ ระหว่างการดำรงตำแหน่งของประธานมอร์ริสใน เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1974 นั้น เอ็ลเดอร์เดวิด บี. เฮจท์ ได้อุทิศโบสถ์หลังแรกในประเทศไทยที่กรุงเทพฯ

ปี 1970 การแปลพระคัมภีร์มอรมอนเป็นภาษาไทยเริ่มขึ้น คณะกรรมการการแปลดั้งเดิม ประกอบด้วยสมาชิกในท้องที่สามคนและผู้สอนศาสนาสามคนประชุมกันที่บ้าน ของซิสเตอร์ศรีลักษณาและทำงานสามวันต่อสัปดาห์ โดยทำวันละสามชั่วโมง  การสะสมคำศัพท์เป็นการท้าทายแรกของเขาและการนี้ใช้เวลามากในช่วงเริ่มต้น  สามเดือนต่อมา เขาเพิ่งเริ่มแปล 1 นีไฟ พระคัมภีร์มอรมอนเป็นหนังสือเล่มแรกของสิ่งช่วยศึกษามากมายอื่น ๆ ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย

ภายในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1974 มีสมาชิกคนไทยประมาณ 300 คน โดยมีเอ็ลเดอร์เต็มเวลา 50 คนรับใช้ในเก้าสาขาในประเทศไทย ในปี 1976 จัดพิมพ์พระคัมภีร์มอรมอนเป็นภาษาไทยครั้งแรก  และปลายปี 1976 จำนวนผู้สอนศาสนาเพิ่มขึ้นเป็น 170 คน โดยมีมากกว่า 20 สาขาภายใต้การดูแลของ ประธานฮาร์วีย์ ดี. บราวน์ ผู้ดำรงตำแหน่งแทนประธานมอร์ริส  อย่างไรก็ดี ในปี 1978 เนื่องด้วยความกดดัน จากรัฐบาลไทย จำนวนผู้สอนศาสนาลดลงเหลือประมาณ 125 คน การลดนี้ทำให้ต้องปิดสาขาบางแห่งลง ในปี 1985 จำนวนผู้สอนศาสนาลดลงเหลือน้อยกว่า 100 คน ในปี 1986 ผู้สอนศาสนาถูกบังคับให้ออกจากประเทศ เพื่อต่อวีซ่าทุก 90 วัน ภายในปี 1991 มีผู้สอนศาสนาประมาณ 85 คน โดย 25% เป็นคนไทย รับใช้ใน 19 สาขา

ในปี 1988 ประธานอนันต์ เอลดริจ ซึ่งเป็นประธานคณะเผยแผ่คนไทยคนแรกก็ได้รับเรียก  ภายใต้การกำกับดูแลของท่าน สมาชิกของศาสนาจักรประมาณ 200 คนได้ไปพระวิหารที่มะนิลา  ถือเป็นการเดินทางไกลไปพระวิหารเป็นครั้งแรกของคนไทย ซึ่งก่อให้เกิดความเข้มแข็งและการอุทิศเข้ามาสู่ชีวิตสมาชิกของศาสนาจักรใน ประเทศไทยอย่างที่ ไม่เคยมีมาก่อน การเดินทางไกลกลุ่มเล็กกว่าก็เกิดขึ้นตามมาในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1992

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1992 ประเทศไทยซึ่งเคยสงบสุขมาโดยตลอดก็ได้พังทลายลงด้วย การเดินขบวนของคนกลุ่มใหญ่เพื่อต่อต้านรัฐบาล ทหารยิงปืนใส่ผู้เข้าร่วมเดิน ขบวน และสถานการณ ์ยังคงตึงเครียดจนกระทั่งวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1992 เมื่อมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แต่สถานการณ์ทางการเมืองสงบอย่างถาวร หลังจากการประชุมใหญ่ท้องถิ่นในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ทั้งเอ็ลเดอร์นีล เอ. แม็กซ์เวลล์ และเอ็ลเดอร์รัสเซลล์ เอ็ม. เน็ลสันเข้าร่วมประชุมด้วยและได้ให้พรของอัครสาวก โดยเฉพาะเมื่อเอ็ลเดอร์ แม็กซ์เวลล์สวดอ้อนวอนให้วิญญาณแห่งความปรองดองแผ่ซ่านไปทั่วแผ่นดิน  และหลังจากการเยือนครั้งนี้ เรื่องการต่อวีซ่าสำหรับผู้สอนศาสนาก็คลี่คลายลง  การเดินทางไปมาเลเซีย ครั้งสุดท้ายเพื่อต่อวีซ่าเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1992 ผู้สอนศาสนาไม่ต้องออกไปต่อวีซ่าทุก ๆ  เก้าสิบวันอีกต่อไป แต่สามารถอยู่ในประเทศไทยได้ตลอดระยะเวลาการเป็นผู้สอนศาสนาของเขา  นอกจากนี้ หลังจากเอ็ลเดอร์แม็กซ์เวลล์และเอ็ลเดอร์เน็ลสันได้ให้พรแล้ว รัฐบาลไทยก็อนุมัติให้เพิ่มจำนวนผู้สอนศาสนา ชาวต่างชาติในประเทศไทยเป็น 100 คน ทั้งสมาชิกและผู้สอนศาสนาต่างก็คิดเหมือนกันว่าเหตุการณ์อัศจรรย์ เหล่านี้เกิดขึ้นเนื่องจากพรอัครสาวกที่ผู้รับใช้ของพระเจ้าให้ไว้

เอ็ลเดอร์นีล เอ. แม็กซ์เวลล์และเอ็ลเดอร์เค. วาย. ไต ก่อตั้งสเตคกรุงเทพ ประเทศไทยขึ้น เมื่อวันที่ 17 และ 18 มิถุนายน ค.ศ. 1995 ทิพรัตน์ กิจสวัสดิ์ได้รับการเรียกรับใช้เป็นประธานของสเตคแห่งแรกในประเทศไทย 

หลังจากความเพียรพยายามพร้อมกับเหตุการณ์น่าอัศจรรย์อีกมาก ในปี 1999 รัฐบาลไทยอนุมัติ จำนวนวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นอีก 50 คน ซึ่งทำให้จำนวนผู้สอนศาสนาที่เป็นชาวต่างชาติทั้งหมด ที่รับใช้ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 100 คน เป็น 150 คน ในปี 2000 มีแผนการที่จะบรรลุตามจำนวนที่ ได้รับเพิ่มขึ้นนี้ในระยะเวลาหกเดือน ภายในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2001 มีการใช้วีซ่าสำหรับชาวต่าง ชาติทั้งหมด 150 คน ซึ่งทำให้จำนวนผู้สอนศาสนาทั้งหมด รวมทั้งคนไทยที่รับใช้ในประเทศของตน รวมเป็น 184 คน

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2000 ประธานกอร์ดอน บี. ฮิงค์ลีย์ มาเยือนประเทศไทย และได้พบปะกับสมาชิก และผู้สอนศาสนาที่มาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก สมาชิกรุ่นแรกๆ ของศาสนาจักรในประเทศไทยได้มาร่วม ในงานเลี้ยงครั้งประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั้น คือ ซิสเตอร์ศรีลักษณ์ สุนทรหุต ซึ่งเป็นสตรีที่แปลพระคัมภีร์มอรมอนในปี 1970 นายพิจิตร รัตตกุล ผู้ว่ากรุงเทพมหานครให้การต้อนรับประธานฮิงค์ลีย์อย่างสมเกียรติ 

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2001 ได้มีการเปลี่ยนแปลงในสเตคกรุงเทพ ประเทศไทย วิศิษฐ์ คณาคำ ได้รับการเรียกเป็นประธานสเตคคนใหม่ ในปี 2001 ศาสนาจักรในประเทศไทย มี 1 สเตค 5 ท้องถิ่น 21 สาขา 6 วอร์ด

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2002 ศาสนาจักรติดตั้งจานดาวเทียมที่ศูนย์สเตค ณ อโศก กรุงเทพ คณะเผยแผ่อีกหลายแห่งในภาคเอเชียก็ได้รับจานดาวเทียมในช่วงเวลาเดียวกัน เนื่องจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ สมาชิกและผู้สอนศาสนาสามารถรับชมการถ่ายทอดสดการอุทิศพระวิหารนอวูได้ ในเดือนต่อมาสมาชิก และผู้สอนศาสนาในกรุงเทพ และผู้ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ได้รับพรโดยการรับชมการประชุมใหญ่สามัญเป็นครั้งแรกในประเทศไทย