เอ็ลเดอร์และซิสเตอร์แสงสุวรรณ
สมัยเป็นเด็กหนุ่มอายุเพียง 19 ปี รัฐมณีได้พบทหารแอลดีเอสคนหนึ่งที่แวะประเทศไทยระหว่างทางกลับบ้านหลังจากรับใช้ในสงครามเวียดนาม รัฐมณีไปเที่ยววัดไทยที่มีชื่อเสียงและพระราชวังบ่อยๆ ด้วยเหตุนี้จึงได้พบนักท่องเที่ยว ฝึกภาษาอังกฤษ และมีโอกาสอธิบายความเชื่อและหลักศาสนาพุทธให้คนเหล่านั้นฟัง ทหารคนดังกล่าวถามวา่ เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับศาสนาคริสต์หรือไม่ เขาบอกรัฐมณีว่าเขาเป็นวิสุทธิชนยุคสุดท้ายและเขารู้ว่าแผนของพระผู้เป็นเจ้าเป็นหนทางสู่ความสุขอย่างแท้จริงเขาแนะนำด้วยว่าถ้ารัฐมณีเห็นชายหนุ่มสองคนสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกเน็คไท และติดป้ายชื่อ ให้เข้าไปพูดคุยกับสองคนนั้น
สี่ปีต่อมา เมื่อรัฐมณี นักศึกษาวิทยาลัยครู เข้ามาติดต่อกับผู้สอนศาสนาของศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้ายตรงมุมถนนที่จอแจแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ประเทศไทย เขาแอบหยิบจุลสารเล่มหนึ่งเพราะไม่อยากให้ใครเห็นว่าเขารับเอกสารศาสนาคริสต์ จากนั้นจึงม้วนใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็ว รัฐมณีรีบกลับไปที่พักและอ่านจุลสารหลายรอบ ทุกครั้งที่อ่านเขารู้สึกบางอย่างในใจขณะพระวิญญาณเป็นพยานต่อเขา เขารู้ว่าเขาต้องการเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์และศาสนจักรของพระองค์ จุลสารเล่มนั้นเปลี่ยนชีวิตของรัฐมณีในที่สุด เปิดประตูให้ชายชื่อรัฐมณี แสงสุวรรณเข้าสู่บัพติศมา ได้รับของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์และพรอันประเสริฐของการดำรงฐานะปุโรหิตแห่งเมลคีเซเดค ขณะที่ประจักษ์พยานของรัฐมณีและความรักที่เขามีต่อพระเจ้าเพิ่มพูนสิ่งที่เขาปรารถนายิ่งกว่าสิ่งใดคือไปเป็นผู้สอนศาสนาเต็มเวลา
หนึ่งปีหลังจากรับบัพติศมาเมื่อวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1974 เขารับหมายเรียกให้รับใช้ในคณะเผยแผ่กรุงเทพ ประเทศไทย เขารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้รับใช้พระเจ้าในฐานะผู้สอนศาสนาเต็มเวลาแต่เขารู้ด้วยว่านี่เป็นเรื่องยากที่สุดที่เขาจะทำ การศึกษาหลักธรรมพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ทำให้เขารักและเคารพครอบครัว มิตรสหาย ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีของบ้านเกิดเมืองนอนมากขึ้น เนื่องด้วยประจักษ์พยานในความจริงและพลังแห่งพระวิญญาณของพระเยซูคริสต์ในใจเขา เอ็ลเดอร์แสงสุวรรณจึงเริ่มทำงานเผยแผ่ เอ็ลเดอร์แสงสุวรรณมีสัมฤทธิผลในการเป็นผู้สอนศาสนาอย่างสมเกียรติเขารู้สึกถึงพระหัตถ์ของพระเจ้าที่ทรงนำและทรงชี้แนะแนวทางให้เขาเมื่อเขาแบ่งปันพระกิตติคุณกับพี่น้องชาวไทยในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของงานเผยแผ่ขณะรับใช้เป็นหัวหน้าโซน เอ็ลเดอร์แสงสุวรรณได้รับการขอร้องให้ช่วยสอนผู้สนใจคนใหม่ชื่อซิสเตอร์นุชนัดดา โดยไม่ทราบว่าเธอจะเป็นภรรยาของเขาในเวลาต่อมา เมื่อจบจากการเป็นผู้สอนศาสนา รัฐมณีไปเรียนที่บีวายยูฮาวาย ขณะอยู่ที่ฮาวายเขาได้รับคำตอบจากการสวดอ้อนวอนที่จริงจังมากเกี่ยวกับคนที่เขาควรแต่งงานด้วย รัฐมณีกับนุชนัดดาเป็นชายหญิงคนไทยคู่แรกที่แต่งงานในพระวิหารเพื่อกาลเวลาและนิรันดร เขาเรียนจบปริญญาตรีสาขาการบริหารและพัฒนาครอบครัวอนุปริญญาสาขาพัฒนาการของเด็ก และ อนุปริญญาสาขาศิลปะการละคร
เอ็ลเดอร์และซิสเตอร์แสงสุวรรณมีบุตรธิดา 4 คน และหลาน 3 คน ครอบครัวแสงสุวรรณย้ายจากฮาวาย ไปอยู่แคลิฟอร์เนีย จากนั้นจึงย้ายไปยูทาห์เพื่อศึกษาต่อและประกอบอาชีพที่นั่น เขาได้รับปริญญาโทสาขาพฤติกรรมมนุษย์ ในปี ค.ศ. 1986 จาก National University แซนดีเอโก และจบปริญญาเอกสาขาจิตวิทยาในปี ค.ศ. 2002 เขารับใช้เป็นผู้จัดการและผู้ประสานงานสมาคมชาวเอเชียในรัฐยูทาห์ เป็นสมาชิกในคณะกรรมการให้คำปรึกษาแก่ผู้อพยพในซอลท์เลคซิตี้ ที่ปรึกษาด้านอาชีพให้เยาวชนอเมริกัน และเป็นอนุศาสนาจารย์ของกรมตำรวจในซอลท์เลคซิตี้
เนื่องจากความปรารถนาจะรับใช้เป็นผู้สอนศาสนาในประเทศไทย เขาจึงได้รับพรให้รับใช้เป็นผู้สอนศาสนาอาวุโสคู่กับภรรยาในปี 2008-2010 ทั้งสองกลับมาเป็นผู้สอนศาสนาอาวุโสครั้งที่สองในประเทศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2010และรับใช้เป็นผู้สอนศาสนาด้านระบบดูแลข้อมูลสมาชิกและผู้นำในคณะเผยแผ่กรุงเทพ ประเทศไทย เอ็ลเดอร์แสงสุวรรณรับใช้เป็นพนักงานและเลขาธิการของประธานไมเคิล เอส. สมิธ ประธานคณะเผยแผ่ด้วย ทั้งสองบรรลุเป้าหมายของการกลับมาประเทศไทยและแบ่งปันพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ให้แก่พี่น้องชาวไทยที่พวกเขารัก เอ็ลเดอร์และซิสเตอร์แสงสุวรรณเป็นแบบอย่างอันดีเลิศและเป็นพรแก่ชีวิตคนมากมายด้วยการรับใช้ที่ซื่อสัตย์และประจักษ์พยานอันแรงกล้าของพวกเขา
|