|

บทความโดยเอ็ลเดอร์แสงสุวรรณ
ผู้สอนศาสนาอาวุโส
“จากการอ่านประวัติของศาสนจักร ผมทราบว่าการสร้างพระวิหารที่ซอลท์เลค ใช้เวลาก่อสร้างอย่างยากลำบากถึง 40 ปี จึงสำเร็จด้วยความศรัทธาของผู้คนและการเป็นผู้สอนศาสนาเต็มเวลา ไม่มีค่าจ้างค่าตอบแทน ศาสนจักรนี้จะต้องมีอะไรเป็นสิ่งพิเศษอย่างแน่นอน จึงทำให้ผมศึกษาพระกิตติคุณอย่างจริงจัง”พันตำรวจโทประหยัด เฮ้ารังกล่าว และได้ย้ำอีกว่า “การไปโบสถ์ของผมและครอบครัวมิใช่การไปหาประธานสาขาหรืออธิการหรือเพื่อนสมาชิกแต่เป็นการไปต่อพันธสัญญากับพระผู้เป็นเจ้า เป็นเรื่องของสมาชิกแต่ละคนกับพระผู้เป็นเจ้า เมื่อไปที่โบสถ์ในวันอาทิตย์ พระองค์ยังคงรักและรอต้อนรับเราอยู่เสมอ หากเราไม่ไปต่อพันธสัญญากับพระองค์ ไม่เพียงแต่เราที่จะไม่สนใจพระกิตติคุณสมาชิกในครอบครัว ลูกหลานที่จะเกิดขึ้น ในเวลานี้หรือในอนาคตก็จะไม่สนใจพระกิตติคุณและหลงผิดไปด้วย”
ประธานประหยัดและซิสเตอร์ณัฐธิดา เฮ้ารัง
สิ่งที่ประทับใจในพระกิตติคุณท่านได้กล่าวเพิ่มเติมว่า อาชีพนายตำรวจบางครั้งจะต้องทำงานในเวลากลางคืนในเวลาที่คนอื่นเขาหลับพักผ่อนมีความสุขอยู่ที่บ้านกับครอบครัว ท่านเคยคิดว่าทำไมมันถึงยากลำบากกว่างานอย่างอื่น แล้วหลังจากที่เรียนรู้พระกิตติคุณทำให้ทราบว่า พระผู้เป็นเจ้าสร้างให้เราแต่ละคนแตกต่างซึ่งกันและกัน ยิ่งได้อ่านพระคัมภีร์มอรมอนเกี่ยวกับการรับใช้ของกษัตริย์เบนจามินในหนังสือโมไซยา 2:17 “เมื่อท่านอยู่ในการรับใช้เพื่อนมนุษย์ของท่าน ท่านก็อยู่ในการรับใช้พระผู้เป็นเจ้าของท่านนั่นเอง”ประธานประหยัด จึงได้นำมาใช้ในการทำงานและปรับแนวคิดในการทำงานว่า การที่ท่านทำงานบริการประชาชนนั้นเป็นการรับใช้พระผู้เป็นเจ้า ยิ่งทำงานมากและยากลำบากยิ่งเป็นโอกาสที่ท่านได้รับใช้พระผู้เป็นเจ้ามากขึ้น
หลังจากรับบัพติศมาวันที่ 31 กรก-ฎาคม 2005 ท่านได้รับการเรียกให้รับใช้ในตำแหน่งที่ปรึกษาประธานโรงเรียนวันอาทิตย์ ต่อมาเป็นประธานโรงเรียนวันอาทิตย์ ปัจจุบันนี้งานเรียกของท่านคือประธานสาขารังสิต ท้องถิ่นกรุงเทพเหนือ ในการรับใช้ในศาสนจักรท่านกล่าวว่าได้รับพรมากมาย ยิ่งกว่านั้นพรจากการรับใช้วันอาทิตย์ ทำให้ท่านได้เปลี่ยนเวลาการทำงานกับเพื่อนนายตำรวจผู้ร่วมงาน ทำให้ท่านสามารถทำงานรับใช้ในวันอาทิตย์เป็นเวลาที่ผ่านมาหนึ่งปี และได้รับพรเกี่ยวกับการรับใช้พระผู้เป็นเจ้าแตกต่างไปจากงานทางโลก
“ผมกตัญญูสำหรับการที่ได้รู้จักกับพระกิตติคุณและศาสนจักรนี้เป็นศาสน-จักรที่แท้จริงของพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงช่วยเหลือและคุ้มครองผู้ที่รับพระองค์”ประธานประหยัด เฮ้ารังกล่าว

บราเดอร์วิสูตร กับซิสเตอร์สร้อย หอมสมบัติ
“ผู้สอนศาสนาสองคน ผมยังจำชื่อได้คือ เอ็ลเดอร์ ไมเคิลโรเบิร์ต ไวท์ และเอ็ลเดอร์ริชาร์ด จอห์น โอลสัน ขอที่อยู่ของผมไว้ และไม่นานต่อมาเอ็ลเดอร์ทั้งสองก็มาเยี่ยมตามที่อยู่และสนทนากันหลายอย่าง ผมและครอบครัวได้เรียนพระกิตติคุณและสามเดือนต่อมาสมาชิกในครอบครัวทั้งหมดหกคนได้รับบัพติศมา เป็นข่าวดีสำหรับคณะเผยแผ่ ซึ่งผมทราบว่าเป็นครอบครัวทองคำในการเผยแผ่พระกิตติคุณเรารับบัพติศมาในวันที่ 7 สิงหาคม 1977 นี่ก็เป็นเวลา 34 ปีมาแล้ว”บราเดอร์วิสูตร หอมสมบัติ กล่าว
นาวาอากาศเอก วิสูตร กล่าวว่า โดยอาชีพท่านเป็นนายทหารกองทัพอากาศ แต่งงานกับซิสเตอร์สร้อย หงษ์เวียงจันทร์ มีบุตรธิดาสี่คนลูกๆ ชอบศึกษาพระคัมภีร์มาก จากการที่ก่อนเป็นสมาชิกเมื่อผู้สอนศาสนาผ่านหน้าบ้าน ก็จะนำหนังสือเล่มเล็กๆเกี่ยวกับพระกิตติคุณให้อ่านเสมอ บราเดอร์วิสูตร ได้รับใช้งานของพระผู้เป็นเจ้าโดยไม่เหน็ดเหนื่อยและได้รับประสบ-การณ์ในการรับใช้เป็นประธานโรงเรียนวันอาทิตย์ ประธานสาขานนทบุรี ประธานสาขาบางเขน ประธานท้องถิ่นกรุงเทพสมาชิกสภาสูงท้องถิ่นกรุงเทพ ประธานสาขารังสิต ผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์สเตคกรุงเทพ และเวลานี้ท่านเป็นสมาชิกสภาสูงของท้องถิ่นกรุงเทพเหนือ ท่านมีความสุขต่อการที่สมาชิกในครอบครัวของท่านแต่ละคนรับใช้ในหน้าที่การเรียกต่างๆ และหลานสาวคนโตเป็นผู้สอนศาสนาเต็มเวลาในคณะเผยแผ่กรุงเทพ ประเทศไทย
“ผมดีใจมากเมื่อผู้สอนศาสนาผู้ที่เคยสอนพระกิตติคุณให้กับครอบครัวผม กลับมาเยี่ยมผมในประเทศไทยเมื่อเขามีโอกาสไมเคิล โรเบิร์ต ไวท์เป็นสัตวแพทย์ที่มีชื่อเสียงในรัฐนิวเม็กซิโก และ ริชาร์ด จอห์น โอลสัน เป็นศาสตราจารย์แพทย์ทางด้านสายตาได้กลับมาเป็นผู้บรรยายวิชานี้ที่ราชวิทยาลัยแพทย์แห่งประเทศไทย ผมภูมิใจมากกับผู้คนของศาสนจักรของผมผมทราบว่าพระบิดาบนสวรรค์อยู่ข้างๆ ผมตลอดเวลา ผมได้เข้าพระวิหารที่ฮ่องกงและพระวิหารที่ลอนดอนประเทศอังกฤษ ผมมีความมั่นใจในพระกิตติคุณและศาสนจักรเป็นอย่างมาก”บราเดอร์วิสูตรกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “หากลูกรักษาพระบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้า ลูกจะรุ่งเรืองในแผ่นดิน และเราสามารถที่จะช่วยกันสร้างศาสนจักรของพระเยซูคริสต์ให้เจริญในประเทศไทยได้ พระกิตติคุณช่วยให้มีสังคมที่ดีและพวกเรามีความยินดีในการช่วยเหลือผู้อื่น”ท่านกล่าวในที่สุด

บราเดอร์ปัญจะ และซิสเตอร์ชมขวัญ ธารีรัตน์
“ผมได้พบกับผู้สอนศาสนาสี่คนแรกคือ เอ็ลเดอร์เจนเซ็นเอ็ลเดอร์แสงสุวรรณเอ็ลเดอร์เพจและเอ็ลเดอร์แฮสลัม ที่อยุธยา ในปี1974 และรับบัพติศมาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม1975 และการเรียกครั้งแรกเป็นประธานโรงเรียนวันอาทิตย์ และผมได้ช่วยผู้สอนศาสนาที่อยุธยาสอนและหาผู้สนใจตลอดมา”บราเดอร์ปัญจะกล่าวนั่นคือสิ่งที่ได้เกิดขึ้นเมื่อสามสิบกว่าปีมาแล้ว
“ผมเป็นสมาชิกของศาสนจักรตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มวัยสิบเจ็ดปี การสวดอ้อนวอนอย่างจริงจังและถ่อมใจ ผมได้รับคำตอบเสมอ พรสำหรับช่วยให้ผมได้เป็นตัวแทนของลูกเสือไทยไปร่วมประชุมที่นอร์เวย์และการเตรียมตัวสอบเข้าเรียนโรงเรียนจ่าอากาศและนักเรียนเตรียมทหารได้” บราเดอร์ปัญจะกล่าวเกี่ยวกับการสวดอ้อนวอน
นาวาอากาศโทปัญจะ ธารีรัตน์เป็นทหารอากาศและครอบครัวเป็นสมาชิกของศาสนจักรทุกคน ครอบครัวของท่านมีประจักษ์พยานเกี่ยวกับการสวดอ้อนวอนท่านมีความประสงค์ที่จะทำงานรับใช้สาขาอย่างถ่อมใจและอดทนจนกว่าชีวิตจะหาไม่
“ผมไม่เชื่อว่ามนุษย์สืบเชื้อสายมาจากลิง ผมเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์มาบนโลกนี้เพื่อรับประสบการณ์และเจริญก้าวหน้าเมื่อเรารักษาพระบัญญัติของพระองค์”บราเดอร์ปัญจะกล่าวเพิ่มเติมเวลานี้รับใช้เป็นที่ปรึกษาที่สองในฝ่ายประธานสาขารังสิต ท้องถิ่นกรุงเทพเหนือและมีความภาคภูมิใจที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวรักการศึกษาพระคัมภีร์ ทุกคนจะสวดอ้อนวอนเป็นครอบครัวก่อนออกจากบ้านเป็นประจำถึงแม้ว่าบ้านจะอยู่นอกเมืองไกลออกไป แต่ไม่เป็นปัญหาต่อการไปโบสถ์ในวันอาทิตย์เมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้วบราเดอร์ปัญจะชอบในการออกไปสอนผู้สนใจกับผู้สอนศาสนาเต็มเวลา ปัจจุบันนี้ก็ยังมีความรู้สึกเหมือนเดิมที่อยากแบ่งปันพระกิตติคุณกับผู้อื่น
“ผมกับครอบครัวดีใจมากที่ได้พบกับเอ็ลเดอร์และซิสเตอร์แสงสุวรรณที่ท่านกลับมาเป็นผู้สอนศาสนาอาวุโส นึกถึงเวลาที่รับใช้ที่อยุธยาเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว เวลาผ่านไป แต่ประจักษ์พยานไม่เปลี่ยนแปลงรู้สึกกตัญญูต่อการชดใช้ของพระเยซูคริสต์ และแผนแห่งความรอดที่พระบิดาบนสวรรค์ทรงประทานให้พวกเรา ผมทราบอย่างไม่สงสัย การสวดอ้อนวอนขอพรจากพระผู้เป็นเจ้าอย่างถ่อมใจและจริงใจจะได้รับคำตอบเสมอ”บราเดอร์ปัญจะกล่าวด้วยความดีใจ
|