สัญญาเรื่องการหันใจ

    สัญญาเรื่องการหันใจ

    มิลเดรด เบนเนียน อายริงก์ มารดาข้าพเจ้าเติบโตในชุมชนเกษตรเมืองแกรนเจอร์ รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา รอย น้องชายคนหนึ่งของท่านสานต่อธุรกิจเลี้ยงแกะของครอบครัว สมัยหนุ่มเขาอยู่ไกลบ้านนานหลายสัปดาห์ ช่วงเวลานั้นเขาเริ่มแข็งขันน้อยในศาสนจักร ในที่สุดเขาย้ายมาอยู่ที่รัฐไอดาโฮ สหรัฐอเมริกา แต่งงาน และมีบุตรสามคน เขาสิ้นชีวิตเมื่ออายุ 34 ปีขณะที่ภรรยาของเขาอายุ 28 ปีและลูก ๆ ยังเล็กอยู่


    ถึงแม้ครอบครัวเล็ก ๆ ของรอยจะอยู่ในรัฐไอดาโฮและมารดาข้าพเจ้าย้ายไปอยู่รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา ไกลออกไปประมาณ 2,500 ไมล์ (4,025 กม.) แต่ท่านมักจะเขียนจดหมายแสดงความรักและให้กำลังใจพวกเขาอยู่บ่อย ๆ ครอบครัวคุณน้าข้าพเจ้าจึงเรียกมารดาข้าพเจ้าอย่างรักใคร่ว่า “ป้ามิด”


    หลายปีผ่านไป วันหนึ่งข้าพเจ้าได้รับโทรศัพท์จากลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่ง เขาบอกว่าภรรยาม่ายของรอยสิ้นชีวิตแล้ว ลูกพี่ลูกน้องคนนั้นบอกว่า “ป้ามิดคงอยากให้คุณรู้” ป้ามิดถึงแก่กรรมนานแล้ว แต่ครอบครัวนั้นยังรู้สึกถึงความรักของท่านและโทรมาบอกข้าพเจ้า

    ข้าพเจ้าครุ่นคิดว่ามารดาข้าพเจ้าได้บรรลุบทบาทในครอบครัวท่านคล้ายกันมากกับบทบาทที่ศาสดาพยากรณ์ชาวนีไฟมีต่อครอบครัวโดยสนิทสนมกับญาติ ๆ ที่พวกเขาต้องการนำพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ไปให้ นีไฟเขียนบันทึกว่าเขาหวังจะมีอิทธิพลจูงใจลูก ๆ ของพี่ชายให้หันมานับถือศาสนาของลีไฮ ปิตุของพวกเขา บรรดาบุตรของโมไซยาห์แสดงความรักแบบเดียวกันเมื่อพวกเขาสั่งสอนพระกิตติคุณแก่ผู้สืบตระกูลของลีไฮ

    พระเจ้าทรงจัดหาวิธีให้เรารู้สึกถึงความรักในครอบครัวซึ่งสามารถดำรงอยู่ชั่วกาลนาน คนหนุ่มสาวในศาสนจักรทุกวันนี้กำาลังรู้สึกว่าใจพวกเขาหันไปหาครอบครัว พวกเขากำลังค้นหาชื่อสมาชิกครอบครัวผู้ไม่มีโอกาสได้รับศาสนพิธีแห่งความรอดในชีวิตนี้ พวกเขานำชื่อเหล่านั้นไปพระวิหาร เมื่อลงไปในน้ำบัพติศมาพวกเขามีโอกาสรู้สึกถึงความรักของพระเจ้าและความรักของสมาชิกครอบครัวที่พวกเขากำลังประกอบศาสนพิธีแทน

    ข้าพเจ้ายังจำความรักในน้าเสียงของลูกพี่ลูกน้องที่โทรมาได้ เขาบอกว่า “คุณแม่ของเราสิ้นชีวิตแล้ว และป้ามิดคงอยากให้คุณรู้”

    ท่านทั้งหลายผู้ประกอบศาสนพิธีแทนสมาชิกครอบครัวกำลังหยิบยื่นความรักเฉกเช่นบรรดาบุตรของโมไซยาห์และศาสดาพยากรณ์นีไฟ ท่านจะรู้สึกถึงปีติเช่นเดียวกับพวกเขาเพราะคนเหล่านั้นยอมรับสิ่งที่ท่านทำาให้ ท่านคาดหวังได้เช่นกันว่าจะรู้สึกถึงความพอใจอย่างยิ่งเช่นเดียวกับแอมัน ผู้กล่าวถึงการรับใช้เป็นผู้สอนศาสนาของเขาท่ามกลางสมาชิกครอบครัวที่อยู่ห่างไกลว่า

    “ฉะนั้น, ขอให้เราปลาบปลื้มเถิด, แท้จริงแล้ว, เราจะปลาบปลื้มในพระเจ้า; แท้จริงแล้ว, เราจะชื่นชมยินดี, เพราะปีติของเราเต็มเปี่ยม; แท้จริงแล้ว, เราจะสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าของเราตลอดกาล. ดูเถิด, ใครเล่าจะปลาบปลื้มในพระเจ้าได้มากเกินไป ? แท้จริงแล้ว, ใครเล่าจะพูดได้มากเกินไปถึงเดชานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์, และถึงพระเมตตาของพระองค์, และถึงความอดกลั้นของพระองค์ที่มีต่อลูกหลานมนุษย์ ? ดูเถิด, ข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่าน, ข้าพเจ้าไม่สามารถกล่าวแม้ส่วนน้อยที่สุดซึ่งข้าพเจ้ารู้สึก” (แอลมา 26:16)

    ข้าพเจ้าแสดงประจักษ์พยานว่าความรู้สึกรักที่ท่านมีต่อสมาชิกครอบครัว—ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใด—คือสัมฤทธิผลแห่งสัญญาที่ว่าเอลียาห์จะมา ท่านมาแล้ว ใจลูกหลานกำาลังหันไปหาบรรพบุรุษ และใจบรรพบุรุษกำลังหันมาหาลูกหลาน (ดู มาลาคี 4:5–6; โจเซฟ สมิธ—ประวัติ 1:38–39) เมื่อท่านรู้สึกถึงแรงกระตุ้นให้ค้นหาชื่อบรรพชนของท่านและนำาชื่อเหล่านั้นไป พระวิหาร ท่านกำลังประสบสัมฤทธิผลแห่งคำพยากรณ์ดังกล่าว

    การได้มีชีวิตอยู่ในเวลาที่สัญญาเรื่องการหันใจกำลังเกิดสัมฤทธิผลคือพร มิลเดรด เบนเนียน อายริงก์รู้สึกถึงแรงกระตุ้นนั้นในใจเธอ เธอรักครอบครัวของน้องชาย และเอื้อมออกไปหาพวกเขา พวกเขารู้สึกว่าใจพวกเขาหันมารักป้ามิดเพราะพวกเขารู้ว่าเธอรักพวกเขา