ข้ามการนำทางหลัก

ความเข้มแข็งผ่านการกลับใจ

ความเข้มแข็งผ่านการกลับใจ

การกลับใจเป็นเหมือนมีดตัดทำลายห่วงโซ่แห่งบาปซึ่งผูกมัดและบีบรัดศรัทธาของเรา เมื่อบุคคลหนึ่งกลับใจจากบาปและดำเนินชีวิตสอดคล้องกับคำ สอนของพระเยซูคริสต์ เขาได้รับความรู้ ปัญญา ความเข้มแข็ง และพลังที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต เราอ่านในอีเธอร์ 12:27 ว่า “และหากมนุษย์มาหาเรา เราจะแสดงให้พวกเขาเห็นความอ่อนแอของพวกเขา. เราให้ความอ่อนแอแก่มนุษย์เพื่อพวกเขาจะนอบน้อม; และพระคุณของเราเพียงพอสำ หรับคนทั้งปวงที่นอบน้อมถ่อมตนต่อหน้าเรา; เพราะหากพวกเขานอบน้อมถ่อมตนต่อหน้าเรา, และมีศรัทธาในเรา, เมื่อนั้นเราจะทำ ให้สิ่งที่อ่อนแอกลับเข้มแข็งสำหรับพวกเขา.”


แม้ในพระคัมภีร์ข้างต้นจะไม่ได้กล่าวเจาะจงถึงคำ ว่าการกลับใจ แต่หลักธรรมสำคัญนี้มีกล่าวเป็นนัยอยู่ในข้อพระคัมภีร์ดังกล่าว ซึ่งบอกว่านอกจากศรัทธาและความนอบน้อมถ่อมตนแล้ว พระผู้เป็นเจ้าทรงเปลี่ยนความอ่อนแอของเราให้เป็นความเข้มแข็งอย่างไร แอลมาผู้บุตรและบรรดาบุตรของโมไซยาห์คือแบบอย่างที่ดีเยี่ยมของบุคคลที่อ่อนแอและไม่เชื่อฟังแต่กลับเข้มแข็งและเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในพระหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้าผ่านกระบวนการกลับใจ1


ในทำนองเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์นี้สามารถเกิดขึ้นและต้องเกิดขึ้นในชีวิตเรา เพียงความปรารถนาอันชอบธรรมและความพยายามอันแรงกล้าในการกลับใจเท่านั้นยังไม่พอที่จะทำให้เราเป็นเหมือนพระผู้ช่วยให้รอด ถ้าเราตั้งใจอ่านอีเธอร์ 12:27 อีกครั้ง เราจะสังเกตคำ สองคำ นี้ “…พระคุณของเราเพียงพอสำ หรับคนทั้งปวง…” และ “…เมื่อนั้นเราจะทำ ให้สิ่งที่อ่อนแอกลับเข้มแข็งสำ หรับพวกเขา…” ทั้งสองคำ นี้บอกเราว่าเมื่อเราทำ ทุกอย่างสุดความสามารถแล้ว พระคริสต์ทรงเป็นผู้มีอำนาจที่จะทำ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันสำคัญยิ่งในเราซึ่งจะเปลี่ยนความอ่อนแอของเราให้เป็นความเข้มแข็ง

ข้าพเจ้าทราบจากประสบการณ์ส่วนตัวว่าหลักธรรมนี้จริง ข้าพเจ้าสามารถเอาชนะความอ่อนแอบางอย่างด้วยความตั้งใจแน่วแน่และความพยายามของตนเอง อย่างไรก็ตาม มีความอ่อนแออีกหลายอย่างซึ่งข้าพเจ้าทำให้ก้าวหน้าไม่ได้ นับประสาอะไรจะเอาชนะได้หากปราศจากการใช้ศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าและวางใจในพระคุณของพระองค์ เราอาจเอาชนะสภาพการตกส่วนหนึ่งของเราได้เพื่อบรรลุมาตรฐานความประพฤติส่วนตัวแบบเทอร์เรสเตรียล แต่ไม่อยู่ในวิสัยที่จะเป็นสัตภาวะซีเลสเชียลและได้รับความสูงส่งหากปราศจากพระเมตตาพระคุณ และการชดใช้ของพระคริสต์ ศาสดาพยากรณ์โมโรไนเสริมว่า “…และในพระคริสต์สิ่งดีทุกอย่างจะเกิดขึ้น”2 ตัวอย่างของสิ่งดีเหล่านี้ประกอบด้วย ศรัทธา ความอดทน ความอ่อนโยน ปัญญา จิตกุศล ความสามารถที่จะอดทนนาน พลังที่จะรักและให้อภัย สิ่งดีเหล่านี้ซึ่งมีเงื่อนไขอยู่ที่ศรัทธาและการกลับใจของเราจะให้ความเข้มแข็งและปัญญาในชีวิตประจำวัน 

ข้าพเจ้าขอแบ่งปันคำ แนะนำ บางข้อถึงวิธีที่เราจะแน่ใจได้ว่าการที่เราพยายามกลับใจจะทำ ให้เราเข้มแข็งได้จริง

1. เพื่อนไม่ใช่ศัตรู: ข้อแรก เราต้องปฏิบัติต่อการกลับใจในฐานะกัลยาณมิตรที่เรายอมรับ ไม่ใช่ศัตรูที่เราหลีกเลี่ยง วิธีที่เรามองการกลับใจจะกำ หนดว่าหลักธรรมอันมีพลังสำคัญนี้จะเกิดผลดีเพียงใดในชีวิตเรา ถ้าเรามองการกลับใจเสมือนมิตรแท้ที่ยั่งยืน ในเริ่มแรกการกลับใจจะช่วยเราจากบาปร้ายแรง จากนั้นจึงเป็นบาปและความอ่อนแอที่เล็กลงมา เพราะเราไม่น่าจะดีพร้อมได้ในชีวิตนี้ การกลับใจจึงจำ เป็นสำ หรับเราจนกว่าการเดินทางในชีวิตมรรตัยของเราสิ้นสุดลง

2. สำ นึกผิดหรือเสียใจ: การสำ นึกผิดหรือความเสียใจจากบาปตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าคือส่วนสำ คัญของการกลับใจ ความรู้สึกปวดร้าวอย่างสุดซึ้งจากการสำ นึกผิดจะเป็นแรงกระตุ้นให้แสวงหาการให้อภัยและการชดเชยบาป การสำนึกผิดมีพลังชำ ระล้างอย่างยิ่งยวดเมื่อเราปล่อยให้ดำ เนินไปจนสุดทาง หากเรารู้สึกเสียใจเพราะถูกจับได้หรือเพราะผลของการลงโทษที่รุนแรง เราก็จะไม่ได้รับความเข้มแข็งจากการกลับใจ “เพราะว่าความเสียใจตามพระประสงค์ของพระเจ้าทำ ให้เกิดการกลับใจซึ่งจะนำ ไปสู่ความรอด … แต่ความเสียใจอย่างโลกนั้นย่อมนำ ไปสู่ความตาย”3

3. อ่อนน้อมถ่อมตนหรืออับอายขายหน้า: ในการกลับใจที่จริงใจ เราต้องอ่อนน้อมถ่อมตนพอที่จะยินยอมต่อทุกอย่างที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์จะให้เกิดขึ้นกับเรา และไม่อับอายผลลัพธ์ที่ตามมาซึ่งจะทำ ให้เรา “ขายหน้า” ครอบครัวหรือเพื่อนในศาสนจักร

4. เข้มแข็งหรือเคร่งเครียด: บางคนมองการกลับใจเป็นเรื่องเครียด บางคนมองเป็นโอกาสที่จะกระชับสายสัมพันธ์กับพระผู้ช่วยให้รอดและเข้าถึงพลังความเข้มแข็งของพระองค์เพื่อให้มีศรัทธาแรงกล้ากว่าเดิม ใช่แล้ว การกลับใจอาจทำให้รู้สึกเจ็บปวดและต่ำ ต้อย โดยเฉพาะในช่วงแรกเริ่ม แต่ความสงบ การปลอบโยน และการเยียวยาด้วย “ยารักษาแห่งกิเลอาด”4 จะเทมาในไม่ช้าและจะนำความเข้มแข็งตลอดจนสันติสุขที่ “เกินความเข้าใจ”5 มาสู่ชีวิตเรา 

เป็นสิ่งสำ คัญมากที่ผู้กระทำ บาปจะต้องรู้ว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงรักคนบาปทุกคนอย่างไม่มีขอบเขต ถึงแม้พระองค์ไม่อาจมองดูบาปด้วยระดับความยินยอมแม้เล็กน้อยที่สุดก็ตาม6 แต่เราต้องกลับใจเดี๋ยวนี้ หาไม่แล้วจะพินาศในภายหลัง แอลมาแสดงความรู้สึกอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับวิสุทธิชนผู้ผัดวันแห่งการกลับใจ ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้าปรารถนาจากในส่วนลึกที่สุดของใจข้าพเจ้า, แท้จริงแล้ว, ด้วยความห่วงใยอย่างใหญ่หลวงแม้ถึงความเจ็บปวด, ให้ท่านสดับฟังถ้อยคำ ของข้าพเจ้า, และทิ้งบาปของท่าน, และไม่ผัดวันแห่งการกลับใจของท่าน;”7 การกลับใจจะง่ายขึ้นถ้าเรารีบทำก่อน บาปเป็นเหมือนห่วงโซ่ที่ผูกมัดเราไว้ ซึ่งจะหนาขึ้นเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่เราผัดวัน จึงทำ ให้ยากขึ้นที่เราจะตัดให้ขาด

เป็นสิ่งสำ คัญที่เราจะรู้ว่าเราไม่ต้องฝ่าฟันกระบวนการกลับใจอย่างเดียวดาย พระผู้ช่วยให้รอดทรงทราบและเข้าพระทัยความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน ความบอบช้ำ และความปวดร้าวใจของเรา พระองค์ทรงทนทุกข์เหล่านั้นเพื่อเรา มีคนอีกหลายคนที่เต็มใจ ที่สามารถช่วยและกระตือรือร้นที่จะช่วย บางคนเช่นอธิการ พ่อแม่ คู่สมรส พี่น้อง ผู้สอนประจำ บ้าน และผู้เยี่ยมสอน ต่างได้รับความสามารถพิเศษในการเล็งเห็นและมีอำ นาจที่จะช่วยเหลือเรา โดยเฉพาะอธิการของเรา ซึ่งได้รับกุญแจ การเล็งเห็น และอำ นาจเฉพาะที่จะช่วยเราในกระบวนการกลับใจ

เพราะการกลับใจเป็นหลักธรรมสำคัญของความรอด ซาตานจึงพยายามทำ ทุกอย่างที่ทำ ได้เพื่อกีดกันเราไม่ให้น้อมรับการกลับใจ โดยใส่ความนึกคิดในจิตใจเราเพื่อชักจูงเราให้เชื่อว่าไม่มีความหวังสำหรับเราแล้ว เราอ่อนแอและไม่มีพลังที่จะกลับใจ หรือว่าบาปของเราไม่ร้ายแรงพอที่จะต้องกลับใจ และอื่นๆ

ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าโดยผ่านศรัทธาในพระคริสต์และการกลับใจอย่างต่อเนื่องเราจะมีค่าควรที่จะมีพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นเพื่อน เมื่อเราใกล้ชิดกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะอ่อนน้อม ว่านอนสอนง่าย เชื่อฟัง เป็นที่ไว้วางใจ ฉลาด กระตือรือร้นที่จะรักษาพระบัญญัติทุกข้อ และทำ ความดีเสมอ ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าในพระคริสต์ สิ่งดีทุกอย่างเกิดขึ้น ขอให้เราปฏิบัติต่อการกลับใจในฐานะเพื่อนและไม่ประวิงเวลาในการกลับใจของเรา เราจะเข้มแข็งขึ้นและมีความสุขมากขึ้นหลังจากเราทำกระบวนการกลับใจที่จำ เป็นแต่ละครั้งสำเร็จ

อ้างอิง
1.     ดูโมไซยาห์27.
2.     โมโรไน 7:22.
3.     ดู2 โครินธ์7:9-10.
4.     ดูเยเรมีย์8:22,46:11, 51:8.
5.     ดูฟีลิปปี4:7.
6.     ดูหลักคำ สอนและพันธสัญญา1:31.
7.     แอลมา 13:27.