ข้ามการนำทางหลัก

ส่วนสิบและการบริจาค

ส่วนสิบและการบริจาค

เราทราบว่าพระบิดาในสวรรค์ทรงปรารถนาจะประทานพรเรา พระองค์ประทานพรเราเมื่อใดก็ตามที่เราทูลขอพระองค์และเมื่อใดก็ตามที่เราเชื่อฟังกฎและพระบัญญัติของพระองค์1 เฉกเช่นพลุอันสวยงามที่พุ่งขึ้นสาดแสงสีเป็นประกายระยิบระยับบนท้องฟ้าอันมืดมิดนำความชื่นบานมาสู่ทุกผู้คนที่ได้เห็น พรของพระองค์พุ่งไปทุกทิศทางและหลั่งรินมาให้เราด้วยความงามอันน่าทึ่งเช่นกันพรของพระองค์มาได้หลายทางและท่วมท้น อย่างไรก็ตาม พรไม่ได้มาในวิธีที่เราทูลขออย่างเจาะจง ในเวลาที่เราคิดว่าดีที่สุดหรือในรูปแบบที่เราคาดไว้เสมอไปแต่พรมาสู่เราเสมอ

ส่วนสิบเป็นพระบัญญัติที่นำ มาซึ่งพรอันยิ่งใหญ่แต่ก็ไม่ง่ายต่อการเชื่อฟังเสมอไป เราล้วนกังวลว่าจะมีอาหารพอรับประทาน มีบ้านที่สะดวกสบายและปลอดภัยเพื่อพักอาศัยและจะเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขและการศึกษาหรือไม่ ความต้องการเหล่านี้ดูเหมือนต้องใช้เงินและทรัพย์สมบัติที่เรามี การเชื่อฟังกฎส่วนสิบเรียกร้องให้เราสละความมั่นคงและความสบายที่มาจากการมีทรัพย์สมบัติทางโลกมากขึ้น เราต้องแสดงให้เห็นว่าใจเราไม่ได้ห่วงสิ่งของทางโลกแต่ห่วงทรัพย์สมบัติของสวรรค์2 สิ่งนี้เรียกร้องให้เราวางใจพระผู้เป็นเจ้าและมีศรัทธาว่าเราจะ “มีเพียงพอและเกินพอ”3

กฎส่วนสิบนั้นเรียบง่าย กฎนี้กำหนดให้เรา“จ่ายหนึ่งในสิบส่วนของผลประโยชน์ทั้งหมด [ของเรา] เป็นรายปี”4 – ซึ่งหมายถึงสิบเปอร์เซ็นต์จากรายได้ของเรา ส่วนสิบเป็น “กฎถาวรสำ หรับ [เรา] ตลอดกาล”5 มาลาคีกล่าวว่าหากเราเชื่อฟังกฎส่วนสิบ พระเจ้าจะทรง “เปิดหน้า‍ต่างในฟ้า‍สวรรค์ให้เจ้า และเทพรอย่างล้นไหลมาให้เจ้า”6 พรที่สัญญาไว้กับเราโดยการเชื่อฟังกฎนี้สำ คัญและล้นเหลือแต่ไม่ได้เห็นด้วยตาเสมอไป

เอ็ลเดอร์เบดนาร์ บอกไว้ดังนี้บ่อยครั้งขณะที่เราสอนและเป็นพยานเรื่องกฎส่วนสิบ เราเน้นถึงพรทางโลกที่เราได้รับโดยฉับพลันทันทีอย่างไม่น่าเชื่อแน่นอนว่าพรเช่นนั้นเกิดขึ้นจริง ทว่าพรบางอย่างที่เราได้รับเมื่อเราเชื่อฟังพระบัญญัติข้อนี้เป็นพรสำ คัญแต่เร้นลับ พรเช่นนี้จะเล็งเห็นได้ก็ต่อเมื่อเรามีทั้งความเอาใจใส่และช่างสังเกตเรื่องทางวิญญาณเท่านั้น (ดู 1 โครินธ์ 2:14)7

เพื่อให้เข้าใจหลักธรรมนี้ ขอให้เราย้อนกลับไปในปี 1845 ในเวลานั้น ศาสนจักรเพิ่งจัดตั้งมา 15 ปี สมาชิกส่วนใหญ่มารวมกันที่เมืองนอวู เมืองที่สวยงามมีผู้อยู่อาศัยเกือบ 20,000 คน สร้างขึ้นโดยวิสุทธิชน ศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธสิ้นชีวิตเป็นมรณสักขีแล้วและวิสุทธิชนเผชิญการข่มเหงอย่างหนัก ศัตรูของศาสนจักรเผาบ้านเรือนไร่นาของวิสุทธิชนและบังคับให้พวกเขาออกจากนอวู กระนั้นท่ามกลางความยากลำ บากแสนสาหัสวิสุทธิชนได้รับบัญชาให้สร้างพระวิหารงานก่อสร้างพระวิหารเรียกร้องความเสียสละอย่างมาก ชายหนุ่มคนหนึ่งทราบถึงความยากลำ บากของศาสนจักรที่ต้องสร้างพระวิหารให้เสร็จ เขามาหาบริคัมยังก์ในวันที่ 8 กรกฎาคม ปี 1845 และมอบเงินเก็บทั้งชีวิตของเขาให้ท่าน เป็นเหรียญทองมูลค่า 2,500 เหรียญ นับเป็นเงินจำ นวนมากในเวลานั้น เงินนี้จะใช้สร้างพระวิหารจนแล้วเสร็จ

ศาสนจักรขอให้วิสุทธิชนทุกคนจ่ายส่วนสิบ หนึ่งในสิบจากรายได้ของพวกเขา เพื่อสร้างพระวิหาร มีความจำ เป็น้องใช้เงินจำนวนมาก เงินนั้นมาจากคนยากจน ขัดสน ถูกข่มเหง คนที่กำ ลังดิ้นรนหาเลี้ยงครอบครัวและกำ ลังเตรียมตัวทิ้งบ้านของพวกเขาเพื่อเดินทางไปในแดนทุรกันดาร แม้จะมีความยากลำบากนี้ แต่พระวิหารก็เสร็จสมบูรณ์ในเดือนธันวาคม ปี 1845 จากนั้นสองเดือนต่อมาในช่วงที่อากาศหนาวเหน็บที่สุดของฤดูหนาว วิสุทธิชนถูกบังคับให้ออกจากนอวูออกจากเมืองที่สวยงามและพระวิหารศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา สองปีต่อมาพระวิหารนอวูถูกเพลิงไหม้จนราบ เหลือเพียงฐานรากซากปรักหักพังของพระวิหารขายได้ราคา 2,000 เหรียญ เป็นเศษเสี้ยวเพียงน้อยนิดของราคาเดิม8

วิสุทธิชนคงผิดหวังและเศร้ามาก บางทีพวกเขาบางคนอาจสงสัยว่าทำ ไมพระเจ้าทรงทำ เช่นนี้ ทำ ไมพวกเขาถูกเรียกร้องให้เสียสละมากมายเพียงเพื่อปล่อยให้พระวิหารถูกทำ ลาย แล้วชายหนุ่มคนนั้นที่มอบเงิน 2,500 เหรียญเล่า เขาจากนอวูมาอย่างสิ้นเนื้อประดาตัว ไหนเล่าพรที่มาลาคีสัญญาไว้

แต่ในแบบอย่างแห่งศรัทธาที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้เราเห็น “พรสำ คัญแต่เร้นลับ”ซึ่งมาจากส่วนสิบ ในที่สุดจึงมีพรพระวิหารแก่วิสุทธิชนที่ซื่อสัตย์ในช่วงสองเดือนก่อนที่วิสุทธิชนจะออกจากนอวู คนห้าพันคนสามารถเข้าร่วมศาสนพิธีพระวิหารและได้รับเอ็นดาวเม้นท์ของพวกเขา พระวิหารทำ งานตลอดวันตลอดคืน ขณะที่วิสุทธิชนออกจากนอวูข้ามแม่น้ำ ที่กลายเป็นน้ำแข็งไปสู่ถิ่นทุรกันดารที่ไม่รู้จัก พวกเขานำ เอา “อำ นาจจากเบื้องบน”9 และพรแห่งการผนึกกันเป็นครอบครัวนิรันดร์ไปกับพวกเขา สิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติที่มนุษย์ทำลายหรือแมลงกัดกินไม่ได้10

จากประสบการณ์เหล่านี้ เราเห็นความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างพรพระวิหารกับส่วนสิบเช่นกัน พระเจ้าทรงบัญชาให้เราจ่ายส่วนสิบ “เพื่อการสร้างนิเวศน์ของเรา” – ซึ่งคือการสร้างพระวิหาร11 ความสามารถของเราในการสร้างและทำงานพระวิหารขึ้นอยู่กับส่วนสิบและการบริจาคของสมาชิกศาสนจักร ไม่มีแหล่งอื่นใดการอนุมัติให้สร้างพระวิหารขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์ในส่วนสิบของสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งของผู้ดำรงฐานะปุโรหิตศาสนจักรต้องมีหลายสเตคอยู่ในเขตก่อนจะสร้างพระวิหาร ในการจัดตั้งสเตคต้องมีผู้ดำรงฐานะปุโรหิตแห่งเมลคีเซเดคที่แข็งขันจ่ายส่วนสิบเต็ม ท้ายที่สุด สมาชิกคนใดก็ตามที่เข้าพระวิหารต้องมีค่าควรและได้รับการเตรียมทางวิญญาณ ที่สำคัญคือ พวกเขาต้องเป็นผู้จ่ายส่วนสิบเต็ม

ประธานมอนสันเตือนเราว่า “การเสียสละบางระดับเกี่ยวข้องกับการสร้างพระวิหารและการเข้าพระวิหารเรื่อยมา”12

ขณะที่เราปรารถนาจะเข้าถึงพรพระวิหารได้ง่ายขึ้นในเอเชีย เราจะต้องเสียสละโดยการจ่ายส่วนสิบเต็มเช่นกัน เราจะต้องสอนหลักธรรมแห่งส่วนสิบแก่ลูกๆ ของเราเช่นกันและเชิญชวนสมาชิกทั้งหมดให้รักษากฎนี้อย่างซื่อสัตย์ เมื่อเราทำ อย่างนี้พรที่ยิ่งใหญ่และยอดเยี่ยมจะเกิดขึ้น พรบางอย่างจะเห็นได้ชัด บางอย่างจะเร้นลับ 

การเสียสละของเราอาจไม่ส่งผลเป็นพระวิหารในประเทศเราทันทีแต่หากเรามองด้วยตาแห่งศรัทธา เราอาจเห็นพร“สำคัญแต่เร้นลับ” ที่เอ็ลเดอร์เบดนาร์ บรรยายไว้ เราอาจพบว่าเรามีความสำนึกคุณมากขึ้นสำ หรับทรัพย์สมบัติที่เราได้รับ เราอาจเรียนรู้ความมัธยัสถ์อดออมมากขึ้นเราอาจได้รับการนำ ไปสู่งานที่เหมาะสม เราอาจพบแรงบันดาลใจในการค้นหา บรรพชนของเราและทำประวัติครอบครัวให้สมบูรณ์ เราอาจพบความเข้มแข็งในการแบกภาระหนัก เราอาจพัฒนาความสามารถที่จะเข้าใจและทำ ตามการนำทางของพระวิญญาณมากขึ้น เราอาจพบศรัทธาในการมองเห็นความรักของพระบิดาบนสวรรค์ของเราอย่างชัดเจน แม้เมื่อเราไม่เห็นพรในช่วงชีวิตเรา บางทีลูกหลานเหลนของเราจะได้รับพรเพราะแบบอย่างแห่งความซื่อสัตย์ของเรา ชายหนุ่มผู้ให้เงิน 2,500 เหรียญนั้นเป็นทวดข้าพเจ้าท่านคงไม่ได้เห็นว่าการกระทำอันเนื่องจากศรัทธาของท่านจะเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้าและเป็นแบบอย่างให้ลูกหลานของท่าน

เมื่อเราเชื่อฟังกฎส่วนสิบ เราจะนำพรพระวิหารมาใกล้เราและใกล้ลูกหลานเรามากขึ้น ไม่ว่าเราจะเห็นพรทั้งหมดได้หรือไม่ เราสามารถแน่ใจได้ว่าพรนั้น ทั้งที่เห็นได้ชัดและเร้นลับ จะหลั่งรินมาให้เราอย่างมากมายและสวยงามยิ่ง – ดังเช่นประกายระยิบระยับของพลุที่สวยงาม