สิทธิ์เสรี

    สิทธิ์เสรี

    สิทธิ์เสรี หรือสิทธิในการเลือกของเราเป็นของประทานจากพระบิดาในสวรรค์ ในการดำรงอยู่ก่อนเกิดเราได้รับของประทานนี้แล้ว ซึ่งทำให้เราสามารถเลือกระหว่างการทำตามพระผู้ช่วยให้รอดหรือลูซิเฟอร์ในสภาแห่งสวรรค์ สิทธิ์เสรีสำคัญมากจนพระบิดาบนสวรรค์ต้องขับไล่ลูซิเฟอร์ระหว่างสภาครั้งนั้นเพราะเขา “หมายมั่นทำลายสิทธิ์เสรีของมนุษย์” (โมเสส 4:3)
    สิทธิ์เสรีมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเดินทางสู่ความสูงส่งของเรา แผนของลูซิเฟอร์ฟังเผินๆ เหมือนดึงดูดใจมากเมื่อเขารับประกันว่าจะไม่มีสักจิตวิญญาณเดียวที่หายไป (ดู โมเสส 4:1) เพื่อทำเช่นนั้นเขาเสนอว่าจะนำเอาสิทธิ์เสรีของเราไปเพื่อที่จะไม่มีใครเลือกผิดในชีวิต อย่างไรก็ตาม หากไม่มีความสามารถในการตัดสินใจ เราจะไม่มีโอกาสเรียนรู้ และหากไม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีตเราจะไม่เติบโตทางสติปัญญาหรือทางวิญญาณ ดังนั้นของประทานแห่งสิทธิ์เสรีจึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อความสูงส่งของเรา เราต้องเห็นคุณค่าของประทานอันล้ำเลิศนี้โดยใช้อย่างฉลาด

    ประสบการณ์เมื่อไม่นานมานี้
    ‘ปณิธานปีใหม่’ อย่างหนึ่งของข้าพเจ้าในปี 2014 คือรักษาสุขภาพร่างกายให้ดีข้าพเจ้าเลือกเดินเขาเพื่อจะได้ชื่นชมงานสร้างของพระเจ้าขณะออกกำลังกายให้ได้มากตามต้องการ แม้จะเป็นนครใหญ่แต่ฮ่องกงก็มีสวนสาธารณะสวยงามมากมายหลายแห่งเช่นกัน สุดสัปดาห์หนึ่งข้าพเจ้าตัดสินใจเดินขึ้นเขาใกล้บ้านซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยไปที่นั่นมาก่อน หลังจากค้นคว้าทางอินเทอร์เน็ตมากพอแล้วข้าพเจ้าเกิดความมั่นใจที่จะไปเยือนจุดเดินเขาแห่งนี้
    การปีนขึ้นยอดเขาไม่ยากเกินไปและยิ่งเดินใกล้ถึงยอดเขามากเพียงใด ทิวทัศน์ก็ยิ่งงดงามมากเพียงนั้น หลังจากชมทิวทัศน์ที่วิเศษยิ่งบนยอดเขาอยู่ครู่หนึ่งข้าพเจ้าก็เริ่มเดินลงเขาอีกด้านหนึ่ง
    หลังจากเดินลงเขาไม่กี่นาที ข้าพเจ้าสังเกตเห็นชายวัยกลางคนที่ไม่เคยพบมาก่อน กำลังเดินขึ้นมาทางข้าพเจ้า นอกจากรองเท้าเดินเขาแล้ว เขาสวมชุดลำลองดูประหนึ่งเพิ่งไปเดินเล่นในสวนสาธารณะยามบ่ายพร้อมด้วยร่มบังแดดจ้า หลังจากมองดูข้าพเจ้า และข้าวของที่ข้าพเจ้าแบกอยู่ เขาคงคิดแน่นอนว่าข้าพเจ้าเป็น“นักเดินเขาสมัครเล่น” เราทักทายกันด้วยการพยักหน้า เขาเดินผ่านข้าพเจ้าและเดินขึ้นเขาต่อไป
    ข้าพเจ้ารีบหาเส้นทางลงเขาที่ดีที่สุดทันทีและมีอย่างน้อยสองเส้นทางที่มองเห็น ชายคนนั้นใช้เส้นทางหนึ่งขณะที่เขาเดินขึ้นเขา ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งใกล้ถึงจุดที่ข้าพเจ้ายืนและดูเหมือนจะสั้นกว่า เป็นเส้นทางตรงไปด้านล่างมากกว่า
    ขณะเดินไปตามเส้นทางที่ตรงกว่านั้นข้าพเจ้ารู้สึกว่ามีคนจ้องมองอยู่ข้างหลังข้าพเจ้าเหลียวกลับไปมองและพบว่าชายคนนั้นมองอยู่ ข้าพเจ้าไม่สนใจเขาและเดินต่อ ข้าพเจ้ารู้ทันใดนั้นว่าเส้นทางนี้ชันกว่าที่คิดไว้แต่แรกมากและอันตรายทีเดียวสำหรับคนที่มีทักษะระดับข้าพเจ้าข้าพเจ้าเดินกลับมาตรงทางแยกแล้วเริ่มเดินไปอีกทาง คราวนี้ชายคนนั้นเดินลงมาหาข้าพเจ้าและพูดว่า “ไปอีกทางแม้จะเร็วกว่า แต่จะตรงดิ่งลงเขาตลอดทาง”
    ข้าพเจ้ายังไม่ทันได้ตอบ เขาก็เดินผ่านข้าพเจ้าลงเขาไปแล้ว ความคิดหนึ่งบอกข้าพเจ้าว่า “ตามเขาไป” และข้าพเจ้าเดินตาม ไม่นานก็รู้ว่ามีทางลงเขาอีกสองสามเส้นทาง แต่ชายคนนี้มักจะใช้เส้นทางที่ง่ายที่สุดและปลอดภัยที่สุดเสมอ เขาเดินนำหน้าข้าพเจ้าประมาณ 30-20 เมตร แต่ไม่ว่าจะพยายามเพียงใด ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถเดินแซงเขาได้ เขาเหลียวกลับมามองหลายครั้งเพื่อดูว่าข้าพเจ้าตามเขาทันหรือไม่ เมื่อเราใกล้ถึงเชิงเขา ข้าพเจ้าต้องเดินช้าลงเพื่อผ่อนลมหายใจ และในที่สุดก็มองไม่เห็นเขา
    ข้าพเจ้ารู้สึกอย่างแรงกล้าว่าขณะที่ชายคนนี้รับรู้ว่าข้าพเจ้าต้องการความช่วยเหลือ เขาเปลี่ยนแผนและนำข้าพเจ้าลงเขาอย่างปลอดภัย ข้าพเจ้าซาบซึ้งใจมากที่เขาสมัครใจนำข้าพเจ้าและข้าพเจ้าเลือกได้ถูกต้องที่เดินตามเขา

    ประสบการณ์นี้เตือนข้าพเจ้าให้นึกถึงหลักธรรมสำคัญสองสามข้อเกี่ยวกับการเลือก
    1. เราต้องยอมรับผลจากการเลือกของเรา ไม่ว่าดีหรือเลว
    การเลือกติดตามพระผู้ช่วยให้รอดในการดำรงอยู่ก่อนเกิดให้สิทธิ์เรามายังโลกนี้และประสบชีวิตมรรตัย (ดู อับราฮัม 3:26) เราเรียนรู้ในหลักคำสอนและพันธสัญญาว่า “มีกฎประกาศิตไว้ในสวรรค์อย่างเปลี่ยนแปลงไม่ได้ก่อนการวางรากฐานของโลกนี้, ซึ่งในนั้นทรงกำหนดพรไว้ทุกประการ—และเมื่อเราได้รับพรประการใดจากพระผู้เป็นเจ้า, ย่อมเป็นไปเนื่องจากการเชื่อฟังกฎนั้นซึ่งในนั้นทรงกำหนดพรไว้” (คพ. 130:20-21)
    หลักธรรมเดียวกันนี้ไม่เพียงประยุกต์ใช้กับกฎซีเลสเชียลเท่านั้นแต่ในชีวิตประจำวันของเราด้วย ถ้าข้าพเจ้าเสี่ยงเดินไปตามเส้นทางที่ตรงดิ่งลงเขาโดยไม่พร้อมพอข้าพเจ้าอาจจะได้รับบาดเจ็บและต้องผ่านการพักฟื้นที่เจ็บปวด

    2. การเลือกประจำวันของเราต้องสอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุดของเรา
    จุดประสงค์หลักของชีวิตนี้คือพิสูจน์ตัวเรา “เพื่อดูว่า [เรา] จะทำสิ่งทั้งปวงไม่ว่าอะไรก็ตามที่พระเจ้า พระผู้เป็นเจ้า[ของเรา] จะทรงบัญชา [เรา] หรือไม่”(อับราฮัม 3:25) ที่พิธีบัพติศมา เราทำพันธสัญญาว่าจะรับพระนามของพระคริสต์ไว้กับเราและรับใช้พระองค์และเพื่อนมนุษย์ของเรา (ดู โมไซยาห์ 5:7-8 และ 18:8-10) ในสาระสำคัญ เราต้องถ่ายทอดความหมายของพันธสัญญาเหล่านี้เป็นการกระทำโดยประยุกต์ใช้หลักธรรมพระกิตติคุณในชีวิตประจำวันและเตรียมตัวเราให้พร้อมรับใช้กัน
    โดยเปรียบเทียบสิ่งนี้กับประสบการณ์เดินเขาของข้าพเจ้า–เพียงมีความปรารถนาจะกลับบ้านหลังจากขึ้นไปถึงยอดเขาเท่านั้นไม่พอ ข้าพเจ้าต้อง ‘หาและเดินตาม’เส้นทางที่จะนำข้าพเจ้าลงเขาอย่างปลอดภัยด้วย

    3. ความรู้และประสบการณ์จะช่วยให้เราเลือกได้อย่างถูกต้อง เราเลือกตามคนที่มีความรู้เช่นนั้นได้
    เพราะข้าพเจ้าเดินขึ้นเขาลูกนั้นครั้งแรกข้าพเจ้าจึงไม่ทราบว่าเส้นทางใดควรไปโชคดีที่คนคุ้นเคยกับบริเวณนั้นเดินนำข้าพเจ้าเพื่อให้ข้าพเจ้าหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหรือแม้แต่การบาดเจ็บโดยไม่จำเป็น
    ในการเดินทางขณะเป็นมรรตัยกลับไปบ้านนิรันดร์ พระเจ้าทรงส่งผู้รับใช้ของพระองค์ – ศาสดาพยากรณ์ อัครสาวกและผู้นำคนอื่นๆ ของศาสนจักรมาเป็นแบบอย่างและนำทางเรา เราฉลาดถ้าทำตามท่านเหล่านั้นเพราะพวกท่านจะนำเราอย่างปลอดภัยไปบนเส้นทางที่ถูกต้องเสมอ เมื่อเราได้รับประสบการณ์และประจักษ์พยานแล้ว เราสามารถนำทางชีวิตผู้อื่นได้เช่นกัน

    สิทธิ์เสรีและการชดใช้
    เนื่องด้วยสิทธิ์เสรี จึงมีความเป็นไปได้ว่าเราจะทำผิดพลาดหรือทำบาปโชคดีที่ในแผนอันสำคัญยิ่งแห่งความรอด พระเจ้าทรงจัดเตรียมของประทานอีกอย่างหนึ่งไว้ให้เรา นั่นคือ การชดใช้พระเจ้าเต็มพระทัยพลีพระชนม์ชีพเพื่อชดใช้บาปของเรา ทั้งนี้เพื่อเราจะรอดด้วยการกลับใจอย่างแท้จริงโดยผ่านพระคุณของพระองค์หลังจากเราได้ทำสุดความสามารถแล้ว
    ของประทานสองอย่างนี้ สิทธิ์เสรีและการชดใช้ ไปด้วยกันเพื่อให้เราได้รับประสบการณ์ที่จำเป็น เพื่อพิสูจน์ว่าเราเต็มใจติดตามพระบิดา กลับใจจากบาปของเรา และเตรียมตัวกลับไปบ้านบนสวรรค์ของเรา ข้าพเจ้าสำนึกคุณต่อของประทานอันล้ำเลิศทั้งสองอย่างนี้
    ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงพระชนม์ พระเยซูคือพระคริสต์ และทั้งสองพระองค์ทรงรักเรา ในพระนามของพระเยซูคริสต์ พระเจ้าและพระอาจารย์ของเรา เอเมน