ข้ามการนำทางหลัก

งานพระวิหาร --- งานแห่งความรอด

งานพระวิหาร --- งานแห่งความรอด

ในหลักแห่งความเชื่อ”เราเชื่อว่าโดยผ่านการชดใช้ของพระคริสต์, มนุษยชาติทั้งมวลจะรอดได้, โดยการเชื่อฟังกฎและศาสนพิธีทั้งหลายของพระกิตติคุณ”1
เมื่อเราอยู่ในซิดนีย์ (จากปี 1987 ถึง1991) คุณพ่อข้าพเจ้าอยู่ที่ฮ่องกง ท่านถึงแก่กรรมเมื่อเดือนเมษายนปี 1988 และอีกหนึ่งปีต่อมาคุณแม่ก็ถึงแก่กรรมเมื่องานศพของคุณแม่เสร็จเรียบร้อยข้าพเจ้ากับไลยีน้องสาวของข้าพเจ้าและชุงชิวน้องชายสนทนาถึงการประกอบศาสนพิธีผนึกและเอ็นดาวเม้นท์พระวิหารให้คุณพ่อคุณแม่ของเราซึ่งรับบัพติศมาตั้งแต่ปี1970 แต่ยังไม่มีโอกาสไปพระวิหาร ถึงแม้ข้าพเจ้าจะประกอบศาสนพิธีในพระวิหารซิดนีย์ได้ง่ายกว่า แต่น้องชายข้าพเจ้าเลือกที่จะทำเรื่องนี้ในภาษาจีนให้คุณพ่อคุณแม่ของเรา และเขากับภรรยาอาสาจะทำงานของพวกเขาในพระวิหารไทเป ซึ่งเป็นพระวิหารที่ใกล้ที่สุดในขณะนั้นโดยใช้เวลาบินจากฮ่องกงเพียงหนึ่งชั่วโมง
สองสามเดือนหลังจากกลับมาซิดนีย์ คืนหนึ่งภรรยาปลุกข้าพเจ้าขึ้นมาและพูดว่า “เมื่อครู่ฉันฝันไป ฉันเห็นคุณแม่คุณดูไม่มีความสุขและนั่งอยู่คนเดียว ฉันเลยถามคุณแม่ว่า ‘คุณแม่คะ ทำไมดูไม่มีความสุขเลย’ คุณแม่พูดกับฉันว่า ‘ชุงชิวสัญญาว่าจะดูแลแม่แต่เขาไม่ได้ทำ’ ฉันจึงพูดกับคุณแม่ว่า “คุณแม่คะ ถ้าชุงชิวไม่ดูแลคุณแม่ แพรทิคกับหนูจะดูแลคุณแม่เอง’ แล้วฉันก็ตื่น” ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจมากที่ได้ฟังความฝันของภรรยาแต่ตอนนั้นยังไม่เข้าใจ
สองสามสัปดาห์ต่อมา ภรรยาข้าพเจ้าฝันอีก เธอเล่าว่า “ฉันเห็นคุณพ่อคุณท่านรีบพูดกับฉันว่า ‘ไปบอกชุงเฮว่าพ่อต้องแต่งงานทันที บอกเขานะ บอกเขา’” หลังจากภรรยาเล่าความฝันครั้งนี้ให้ฟัง ข้าพเจ้าเริ่มตระหนักบางอย่าง. . .ข้าพเจ้ารีบโทรศัพท์หาน้องชายทันทีและถามว่าเขาทำเอ็นดาวเม้นท์และผนึกให้คุณพ่อคุณแม่หรือยัง เขาบอกว่าเขายังไปพระวิหารไทเปไม่ได้ เพราะภรรยาป่วยมาระยะหนึ่งแล้ว หลังจากคุยกันทางโทรศัพท์ ข้าพเจ้ากับภรรยาตัดสินใจทำงานพระวิหารให้คุณพ่อคุณแม่ในพระวิหารซิดนีย์ ออสเตรเลีย
ภายในสองสัปดาห์ ข้าพเจ้ากับภรรยาประกอบศาสนพิธีพระวิหารทุกอย่างรวมถึงการผนึกให้คุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่าตายายและคุณทวดตลอดจนพี่น้องผู้ล่วงลับแล้วทุกคนในพระวิหารซิดนีย์ ออสเตรเลีย ท้ายที่สุดในปี 1996 ด้วยการทำงานกับสมาชิกศาสนจักรอีกสามคนซึ่งใช้นามสกุลเดียวกันคือ วอง เราสามารถทำงานประวัติครอบครัวของเราเสร็จสมบูรณ์ขึ้นไปถึง 2200 ปีก่อนคริสตกาลไปจนถึงบรรพชนคนแรกที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งเป็นขุนศึกและให้ครอบครองอาณาจักรวอง จากนั้นเราส่งรายชื่อบรรพชนทั้งหมดของเราไปที่พระวิหารฮ่องกง ประเทศจีน
ประสบการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้ข้าพเจ้าตระหนักถึงความเร่งด่วนและความสำคัญของการนำแผนแห่งความรอดไปสู่บรรพชนของเรา ข้าพเจ้าตระหนักว่าบรรพชนของเราต้องพึ่งพาเรามากเพียงใดที่จะช่วยพวกเขา และเราต้องการพวกเขามากเพียงใดเช่นกัน เพื่อที่จะหันใจของเราไปสู่พระวิหาร
ศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้ายยืนยันว่าหลุมศพไม่ได้ผูกมัดแผนแห่งความรอด แต่พระกิตติคุณไม่มีวันตายและเป็นนิจ เอื้อมย้อนกลับไปถึงยุคสมัยที่ผ่านพ้นไปแล้วและเอื้อมออกไปยังนิรันดรแห่งอนาคตกาล2 แผนแห่งความรอดไม่ได้มีไว้สำหรับผู้มีชีวิตอยู่ในขณะนี้เท่านั้นแต่ยังมีไว้เพื่อคนตายที่ไม่มีโอกาสรับแผนดังกล่าวในชีวิตนี้ด้วยการฟื้นฟูการสร้างพระวิหารเกิดขึ้นเพื่อให้โอกาสแก่ผู้วายชนม์เหล่านี้

ไม่มีวันแก่หรืออ่อนแอเกินกว่าจะรับใช้
ข้าพเจ้ากับภรรยารับใช้ในพระวิหารบริสเบน ออสเตรเลียในฐานะเจ้าหน้าที่ศาสนพิธีพระวิหารเป็นเวลาสามปีก่อนที่เราจะได้รับเรียกให้รับใช้ในพระวิหารฮ่องกง ประเทศจีน ในพระวิหารนั้นข้าพเจ้าเป็นพยานถึงความรักความเอาใจใส่ที่สมาชิกมีต่อบรรพชนของพวกเขา
จอห์น เจฟฟรียส์ สมาชิกสูงวัยคนหนึ่งมักจะใช้เวลาตลอดเช้าวันพุธในพระวิหารบริสเบนโดยเข้าในภาคเอ็นดาวเม้นท์และการผนึก เช้าวันหนึ่ง ข้าพเจ้าลงไปยังที่จอดรถเพื่อรับเขาขึ้นไปพร้อมเก้าอี้เข็นตามปกติ ทันทีที่เขาเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า เขามักจะเดินเองโดยไม่ใช้เก้าอี้เข็นดังนั้นข้าพเจ้าจึงจับแขนเพื่อประคองเขาแล้วเดินไปด้วยกันช้าๆ ทันใดนั้น เขาหันมามองข้าพเจ้า แล้วเริ่มร้องสร้อยเพลงของเพลงสวด “ฉันลูกพระผู้เป็นเจ้า”----‘พาฉัน นำฉัน เดินเคียงข้างฉัน ช่วยฉันให้พบทาง’3 อารมณ์ขันของเขาทำให้ข้าพเจ้าหัวเราะ ข้าพเจ้าแน่ใจว่าการรับใช้ในพระวิหารซึ่งจิตวิญญาณมากมายในอีกด้านหนึ่งของม่านคงจะขอบคุณเขาทำให้เขามีเจตคติที่ดีเช่นนั้นแม้จะมีข้อจำกัดทางร่างกายของตนเอง
จากแบบอย่างของบราเดอร์เจฟฟรียส์และผู้เข้าพระวิหารคนอื่นๆ อีกหลายคนข้าพเจ้าเข้าใจว่าเราจะไม่มีวันแก่หรืออ่อนแอเกินกว่าจะช่วยบรรพชนของเราให้รอดโดยรับพรพระวิหารในนามของพวกเขา

พระวิหาร พระนิเวศน์ของพระเจ้า
พระวิหารคือพระนิเวศน์ของพระเจ้าอย่างแท้จริง เป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ซึ่งจะประกอบพิธีการศักดิ์สิทธิ์และศาสนพิธีแห่งพระกิตติคุณในนั้นโดยและเพื่อผู้มีชีวิตและในนามของผู้วายชนม์เช่นกันเป็นสถานที่ซึ่งพระเจ้าอาจเสด็จมา พระวิหารเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดยิ่งกว่าสถานที่ใดบนแผ่นดินโลก บ้านเท่านั้นที่อาจเทียบความศักดิ์สิทธิ์กับพระวิหารได้4 ด้วยลักษณะอันศักดิ์สิทธิ์ของพระวิหารเราจึงสามารถรู้สึกถึงพระวิญญาณที่มีอยู่อย่างท่วมท้นในนั้น
ขณะเราผ่านเข้าไปในห้องต่างๆ ของพระวิหารเพื่อประกอบศาสนพิธีต่างๆ เราอาจเข้าใจจุดประสงค์ของพระวิหารดังนี้

• อ่างบัพติศมาของพระวิหารตั้งอยู่บนหลังโคผู้สิบสองตัว (ดู 2 พงศาวดาร 4-4:2) เป็นสัญลักษณ์แทนสิบสองเผ่าของอิสราเอล ด้วยการทำตามแบบอย่างของพระผู้ช่วยให้รอดในการรับใช้อย่างไม่เห็นแก่ตนเอง เราสามารถประกอบพิธีบัพติศมาแทนบรรพชนผู้ล่วงลับไปโดยไม่ได้รับศาสนพิธีนี้

• ในห้องศาสนพิธีเราจะเห็นภาพรวมของแผนแห่งความรอดที่พระผู้เป็นเจ้าประทานแก่บุตรธิดาของพระองค์ วิสุทธิชนยุคสุดท้ายเรียนรู้ชีวิตก่อนมรรตัยและชีวิตมรรตัยของพวกเขาการสร้างโลกและการตกของมนุษย์บทบาทอันเป็นศูนย์รวมของพระเยซูคริสต์ในฐานะพระผู้ไถ่บุตรธิดาทั้งปวงของพระผู้เป็นเจ้า และพรที่พวกเขาสามารถได้รับในชีวิตหน้า

• ห้องซีเลสเชียลเป็นสัญลักษณ์ของสภาวะอันสูงส่งและสันติสุขที่ทุกคนอาจบรรลุได้โดยผ่านการดำเนินชีวิตตามพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ ห้องนี้หมายถึงความอิ่มเอมใจ ความสงบในจิตใจและสันติสุขที่มีต่อครอบครัวนิรันดร์ในที่ประทับของพระบิดาบนสวรรค์และพระบุตรของพระองค์ พระเยซูคริสต์

• ในห้องผนึก เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวแต่งงานกัน ไม่เพียงเพื่อชีวิตนี้เท่านั้นแต่เพื่อนิรันดรด้วย5

ในช่วงเวลาสามปีที่ข้าพเจ้ารับใช้ในพระวิหารบริสเบน ออสเตรเลีย ข้าพเจ้าเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับการชดใช้ของพระเยซูคริสต์และจุดประสงค์ของชีวิตเรายิ่งกว่าช่วงเวลาใดในชีวิตข้าพเจ้า การรับใช้ในฐานะประธานพระวิหารฮ่องกงประเทศจีนเป็นเวลาหนึ่งปี ข้าพเจ้ายืนยันว่าพระนิเวศน์ของพระเจ้าได้รับการดูแลและนำทางโดยพระวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้า 

อ้างอิง
1.    หลักแห่งความเชื่อ1:3
2.    ดูเจมส์อี. เฟาสท์, พระนิเวศน์ของพระเจ้า:การศึกษาสถานศักดิ์สิทธิ์โบราณและปัจจุบัน, (2013),หน้า 61
3.    “ฉันลูกพระผู้เป็นเจ้า” เพลงสวด บทเพลงที่ 149; เน้นตัวเอน
4.    ดูคู่มือพระคัมภีร์“พระวิหาร”
5.    พระวิหารของศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย (จุลสาร 2010) หน้า 62-61 “สิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระนิเวศน์นี้” Ensign หรือ เลียโฮนา, ตุลาคม 2010 หน้า 66-61