ข้ามการนำทางหลัก

โจเซฟ สมิธ---ศาสดาพยากรณ์และผู้เปิดเผย

โจเซฟ สมิธ---ศาสดาพยากรณ์และผู้เปิดเผย

วันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 1844 นาโอมีโฮลแมน นอนอยู่บนเตียงกับลูกชายตัวน้อยอายุเก้าวันซึ่งต่อมาจะเป็นปู่ทวดของข้าพเจ้าขณะนั้นเธอเห็นชายกลุ่มหนึ่งมอมหน้าและพูดจาหยาบคายเดินผ่านบ้านของพวกเขาไปทางคาร์เทจ ประมาณ 17.00 น. ฝูงชนบุกไปที่คุกคาร์เทจสังหารศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธและไฮรัมพี่ชายของท่าน

เอ็ลเดอร์จอห์น เทย์เลอร์สมาชิกสภาอัครสาวกสิบสองและประธานศาสนจักรในอนาคตถูกยิงสี่นัดแต่รอดชีวิต ท่านบันทึกเหตุการณ์ในวันแห่งเคราะห์กรรมนั้นไว้ซึ่งปัจจุบันคือภาคที่ 135 ของหลักคำสอนและพันธสัญญา

“เพื่อผนึกประจักษ์พยานหนังสือเล่มนี้และพระคัมภีร์มอรมอน, เราประกาศมรณสักขีของโจเซฟ สมิธศาสดาพยากรณ์, และไฮรัม สมิธ ผู้ประสาทพร ท่านทั้งสองถูกยิงในคุกคาร์เทจ, วันที่ 27 มิถุนายน, คริสต์ศักราช 1844, เวลาประมาณห้าโมงเย็น, โดยกลุ่มคนร้ายติดอาวุธ—มอมหน้าสีดำ—ประมาณ 150ถึง200 คน. . .โจเซฟ สมิธ ศาสดาพยากรณ์และผู้หยั่งรู้ของพระเจ้า, ทำเพื่อความรอดของมนุษย์ในโลกนี้, ยิ่งกว่าคนอื่นใดที่เคยมีชีวิตอยู่ในโลก,ยกเว้นพระเยซูเท่านั้น.”1

จอห์น เทย์เลอร์บันทึกต่อไปด้วยข้อสรุปของงานอันน่าประทับใจที่ศาสดาพยากรณ์โจเซฟทำสำเร็จในช่วงชีวิตของท่านว่า

“ในช่วงเวลาสั้น ๆยี่สิบปี, ท่าน:

  • นำพระคัมภีร์มอรมอนออกมา, ซึ่งท่านแปลโดยของประทานและอำนาจจากพระผู้เป็นเจ้า, และเป็นเครื่องมือให้พิมพ์เผยแพร่ในสองทวีป;
  • ส่งความสมบูรณ์แห่งพระกิตติคุณอันเป็นนิจ,ซึ่งมีอยู่ในนั้น, ไปยังสี่เสี้ยวของแผ่นดินโลก;
  • นำการเปิดเผยและพระบัญญัติออกมาซึ่งรวมเป็นหนังสือหลักคำสอนและพันธสัญญาเล่มนี้, และเอกสารและคำแนะนำแห่งปัญญาอื่นๆ มากมายเพื่อประโยชน์ของลูกหลานมนุษย์
  • รวมวิสุทธิชนยุคสุดท้ายหลายพันคน, ก่อตั้งเมืองอันยิ่งใหญ่เมืองหนึ่ง, และฝากเกียรติคุณกับชื่อเสียงที่ไม่มีวันตายไว้

ท่านดำเนินชีวิตอย่างสูงส่ง, และท่านตายอย่างสูงส่งในสายพระเนตรของพระผู้เป็นเจ้าและผู้คนของท่าน . . .”2

เมื่อไม่นานมานี้นิตยสารสมิธโซเนียนนิตยสารชื่อดังของสหรัฐได้จัดพิมพ์ฉบับนักสะสมขึ้นในชื่อว่า “100 บุคคลสำคัญที่สุดตลอดกาลชาวอเมริกัน” โจเซฟ สมิธได้รับการจัดไว้เป็นอันดับแรกในประเภท“บุคคลสำคัญทางศาสนา”3 เมื่อโจเซฟอายุ 17 ปีเทพโมโรไนบอก [ท่าน] ว่า“พระผู้เป็นเจ้าทรงมีงานให้ท่านทำ; และชื่อ[ของท่าน]จะทั้งดีและชั่วในบรรดาประชาชาติ, ตระกูล, และภาษาทั้งปวง. . .”4 เกือบสองร้อยปีต่อมาเราได้เห็นสัมฤทธิผลของข้อความนั้นอย่างต่อเนื่อง

โจเซฟ สมิธเป็นศาสดาพยากรณ์แห่งการฟื้นฟู ข้าพเจ้าอัศจรรย์ใจในสิ่งที่ท่านต้องอดทนและทุกสิ่งที่ท่านทำสำเร็จภายใต้สภาวการณ์ที่ยากลำบากและในช่วง

เวลาสั้นๆเช่นนั้น ท่านไม่สามารถทำสิ่งเหล่านั้นให้สำเร็จลุล่วงได้และจะทำไม่ได้หากไม่มีการนำทางที่ชัดเจนโดยตรงจากพระบิดาบนสวรรค์ของเราและพระบุตรของพระองค์พระเยซูคริสต์

โจเซฟเป็นศาสดาพยากรณ์

โจเซฟเป็นศาสดาพยากรณ์

บทบาทแรกของศาสดาพยากรณ์ตลอดประวัติศาสตร์โลกคือเป็นพยานถึงพระเยซูคริสต์และการชดใช้ของพระองค์และสอนหลักคำสอนของพระองค์ ในคืนก่อนที่พระคริสต์จะประสูติพระเมสสิยาห์แห่งโลกก่อนเกิดประกาศต่อนีไฟว่า “ในวันพรุ่งเราจะเข้ามาในโลก, เพื่อแสดงแก่โลกว่าเราจะทำให้ทุกสิ่งซึ่งเราให้ปากของศาสดาพยากรณ์ผู้บริสุทธิ์ของเราพูดไว้เกิดสัมฤทธิผล”5 เมื่อพระองค์ทรงปรากฏต่อชาวนีไฟหลังการฟื้นคืนพระชนม์อันรุ่งโรจน์พระวจนะแรกที่ตรัสคือ “ดูเถิด, เราคือพระเยซูคริสต์, ผู้ที่ศาสดาพยากรณ์เป็นพยานว่าจะมาในโลก”6 พระผู้ช่วยให้รอดทรงรักและให้เกียรติศาสดาพยากรณ์ของพระองค์—ชายผู้องอาจกล้าหาญซึ่งเสียสละอย่างมากเป็นการส่วนตัวและมักจะด้วยชีวิตของพวกเขาเพื่อกล่าวคำพยานถึงพระคริสต์ ดังนั้นพระเยซูทรงยืนยันกับชาวนีไฟว่าศาสดาพยากรณ์ของพระองค์ในยุคโบราณกล่าวความจริงและพระองค์เสด็จมาแล้วดังที่ศาสดาพยากรณ์กล่าวว่าพระองค์จะเสด็จมา

ในทำนองเดียวกัน จากช่วงเวลาของนิมิตแรกขณะโจเซฟอายุ14 ปีจนถึงมรณสักขีของท่าน 24 ปีหลังจากนั้น ท่านสอนอย่างแน่วแน่และเป็นพยานถึงพระเยซูคริสต์ การชดใช้และหลักคำสอนของพระองค์ สิ่งสำคัญที่สุดในบรรดาความสำเร็จมากมายของท่าน โจเซฟเป็นศาสดาพยากรณ์ของพระผู้เป็นเจ้า

โจเซฟเป็นผู้เปิดเผย

โจเซฟเป็นผู้เปิดเผย

การเปิดเผยหมายถึงการทำให้เป็นที่รู้หรือเปิดสิ่งที่ถูกปิดบังไว้ออกมา7 ผู้เปิดเผยคือผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงทำให้ความจริงที่หายไปหรือถูกซ่อนไว้เป็นที่รู้หรือเปิดเผยผ่านท่าน ในบรรดาสิ่งที่โดดเด่นอื่นๆทั้งหมดซึ่งโจเซฟ สมิธบรรลุผลสำเร็จ สิ่งสำคัญอันเป็นรากฐานคือการที่ท่านได้รับการเปิดเผยถึงพระบุคลิกลักษณะที่แท้จริงของพระผู้เป็นเจ้าพระบิดาและพระบุตรของพระองค์พระเยซูคริสต์8 ในช่วงเวลาแห่งความสับสนยิ่ง เมื่อหลายคนกำลังโต้เถียงกันเรื่องนี้ พระผู้เป็นเจ้าทรงเปิดเผยผ่านโจเซฟ สมิธถึงความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าสามพระองค์ในการเดินทางไปในหมู่สมาชิกศาสนจักรในเอเชีย ข้าพเจ้าได้ยินสมาชิกหลายท่านเป็นพยานถึงความรู้ของตนเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทั้งยังเป็นพยานถึงธรรมชาติวิสัยและพระคุณลักษณะที่แตกต่างกันของแต่ละพระองค์ ข้าพเจ้าสังเกตเห็นความสำนึกคุณที่แท้จริงในหมู่วิสุทธิชนยุคสุดท้ายสำหรับความรู้นั้น

ประจักษ์พยานเหล่านี้เตือนให้ข้าพเจ้านึกถึงถ้อยคำใน Lectures on Faith ซึ่งเราอ่านได้ว่า “. . . สามสิ่งนั้นจำเป็นเพื่อที่ว่าสัตภาวะผู้มีเหตุผลและปัญญาจะใช้ศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าเกี่ยวกับชีวิตและความรอด

“หนึ่ง แนวคิดที่ว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่จริง

“สอง แนวคิดที่ถูกต้อง เรื่องพระบุคลิกภาพ ความดีพร้อมและพระคุณลักษณะของพระองค์

“สาม ความรู้ที่แท้จริงว่าเส้นทางชีวิตที่เขาเดินตามไปนั้นย่อมเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์---เพราะหากไม่มีความคุ้นเคยกับข้อเท็จจริงที่สำคัญสามข้อนี้ศรัทธาของสัตภาวะที่มีเหตุผลล้วนต้องบกพร่องไปและไม่เกิดผลใดๆ แต่ด้วยความเข้าใจนี้ ศรัทธานั้นจะดีพร้อมและเกิดผลเต็มที่ อุดมสมบูรณ์ในความชอบธรรมสู่การสรรเสริญและรัศมีภาพแห่งพระผู้เป็นเจ้าพระบิดาและพระเจ้าพระเยซูคริสต์”9

ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าสมาชิกศาสนจักรที่ซื่อสัตย์รู้สึกปีติยินดีอย่างยิ่งที่รู้ว่าพวกเขาเป็นบุตรธิดาของพระบิดาบนสวรรค์ผู้ทรงรักพวกเขา ทรงสร้างพวกเขาตามรูปลักษณ์ของพระองค์ พวกเขารู้สึกรักและสำนึกคุณสำหรับพระผู้ช่วยให้รอดและพยายามปฏิบัติตามพระองค์ดังนั้นพวกเขาจึงมีความสุขกับการเป็นเพื่อนของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิต พวกเขามีความซาบซึ้งอย่างยิ่งสำหรับศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธ ผู้เป็นศาสดาพยากรณ์และผู้เปิดเผยของพระผู้เป็นเจ้าที่ทำให้ความจริงนิรันดร์เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าสามพระองค์เป็นที่รู้


เช่นเดียวกับพวกเขาข้าพเจ้าสำนึกคุณอย่างลึกซึ้งต่อศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธ ข้าพเจ้าเคยเดินอยู่ในป่าศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านเห็นพระผู้เป็นเจ้าพระบิดาและพระบุตรของพระองค์พระเยซูคริสต์ ข้าพเจ้าเคยไปที่คุกคาร์เทจที่ท่านเป็นมรณสักขี ข้าพเจ้ามีบรรพชนที่รู้จักบราเดอร์โจเซฟ แต่ประจักษ์พยานของข้าพเจ้าถึงบทบาทของท่านในฐานะศาสดาพยากรณ์ของพระผู้เป็นเจ้าเกิดขึ้นในวิธีเดียวกับผู้ไม่เคยมีประสบการณ์เหล่านั้น--คือจากการเป็นพยานยืนยันของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ข้าพเจ้าสำนึกคุณสำหรับการเป็นพยานนั้นและสำหรับข้อเท็จจริงที่ว่าโดยผ่านศาสดาพยากรณ์โจเซฟ---ผู้เป็นศาสดาพยากรณ์และผู้เปิดเผย---พระลักษณะและพระบุคลิกภาพที่แท้จริงของพระผู้เป็นเจ้าได้รับการเปิดเผย ความสมบูรณ์ของพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ได้รับการฟื้นฟูและเราแต่ละคนสามารถรู้ถึงสิ่งเหล่านี้ต้วยตัวเราเอง


ประจักษ์พยานนี้ทำให้เรามีศรัทธาที่จำเป็นต่อการปฏิบัติตามหลักธรรมและศาสนพิธีของพระกิตติคุณที่เราอาจพบปีติและสันติสุขในเวลานี้และตลอดนิรันดร